แนะนำหนังสือ


ข้ามฝั่งแค้น

 

ขอให้มนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนกัน . . . . “ขอให้มนุษย์ทุกคนจงเป็นเพื่อนกัน ! ! ! ”

 

สกุล บุณยทัต  Blue-Theatre@hotmail.com

-------------------------------------------------------------------------------------------------

     “ความคิดแค้นของมนุษย์ เป็นอาภรณ์ที่ประดับกายและใจของมนุษย์อย่างฝังแน่น  มันเดือดพล่านด้วยโมหะจริตและโทสะจริตจนยากแก่การควบคุม...ในฐานะของมนุษย์ ความขัดแย้งอันเนื่องจากความเชื่อ ศรัทธาและอุดมการณ์กลับกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้งที่ยากแก่การเข้าใจและให้อภัย เหตุนี้โลกจึงไร้ความหวังที่จะสร้างสันติสุข เพราะความคิดโดยพื้นฐานเบื้องต้นถูกปรับเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ดิบเถื่อนและไร้เหตุผล เป็นความฝังจำที่ครอบงำหัวใจอันบริสุทธิ์ให้ตกอยู่กับความมืดมนแห่งวังวนของความเคียดแค้นที่ขยายเติบโตเป็นความคลั่งแค้น...อันปราศจากทั้งความเมตตาและกรุณาอย่างสิ้นเชิง”...

 

         นี่คือบทสรุปของการเริ่มต้นในการกล่าวถึงนวนิยายแห่งการปลอกเปลือกจิตวิญญาณของชีวิตและการชำแหละประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งจนกลายเป็นตราบาปและรอยเลือดแห่งคุณธรรม“ข้ามฝั่งแค้น”(Revenge)  ที่เขียนโดย “ลอร่า บลูเมนเฟลด์” นักหนังสือพิมพ์...นักเขียนแห่ง “วอชิงตันโพสต์ ” รวมทั้งนิตยสาร “นิวยอร์กเกอร์” ... “นิวยอร์กไทม์” ... “แอล” และ “ลอสแองเจลิสไทม์ ” เธอเป็นอเมริกันชนเชื้อสาย ยิว ซึ่งได้สร้างงานวรรณกรรมชิ้นนี้จากงานวิจัยในหัวข้อ “การล้างแค้น” ของเธอซึ่งแน่นอนว่าตัวละครตัวเอกในนวนิยายเรื่องนี้ก็คือตัวเธอและปมแห่งความคลั่งแค้นของเธอเอง.. .นั่นหมายถึงว่าเธอมีเหตุแห่งปมขัดแย้งที่เป็นการฝังจำเฉพาะตัว เป็นความรุนแรงแห่งอารมณ์ และอาการแห่งโมหะและโทสะที่ยากแก่การควบคุม...เธอเดินหน้าสืบค้นและวิจัยเงื่อนปมของความเคียดแค้นและบ้าคลั่งผ่านมิติทางประวัติศาสตร์ ชาติ ศาสนา กลุ่มชนและทัศนคติส่วนบุคคลที่นำไปสู่สภาวะของการเข่นฆ่ากันทั้งทางด้านร่างกาย มิตรภาพและสถานะแห่งความเป็นมนุษยชาติ...ยิ่งสืบค้น...ยิ่งวิจัยค้นหาเธอ ก็ยิ่งค้นพบความหื่นกระหายที่จะเข่นฆ่าฉีกทึ้งซึ่งกันและกันเยี่ยงสัญชาตญาณของสัตว์ป่าที่ดิบเถื่อน...แต่ถึงอย่างไรในมิติช่วงหนึ่งแห่งการดำเนินชีวิตของเธอ...เธอได้ตัดสินใจเลือกที่จะดำรงอยู่ในฐานะผู้ที่จะต้องแก้แค้น...อยู่ในฐานะของผู้ล่ามากกว่าจะตกเป็นเหยื่อจากการกระทำของใครๆ. ..เธอจมปลักอยู่กับความคลั่งแค้นเป็นเวลานาน สืบค้นหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนทัศนคติอันร้อนระอุส่วนตนจนลงรากไปสู่ เนื้อในของความแค้นที่จะแตกดอกออกผลเป็นความรุนแรงแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก..จนกระทั่งเมื่อเธอได้เผชิญหน้ากับความจริงที่เป็นแก่นแท้แห่งหัวใจในความแค้นของเธอ...การค้นพบความหมายใหม่แห่งการเดินทางจากเส้นทางแห่งความทุกข์โศกและสิ้นหวัง ก็ได้แปรเปลี่ยนเรื่องราวเป็นเส้นทางแห่งความหวังขึ้นมา...การแก้แค้นที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดแห่งจิตวิญญาณของเธอจึงถูกคลี่คลายขึ้นภายในภวังค์สัมผัสระหว่างหัวใจต่อหัวใจ...ที่มนุษย์คนหนึ่งจะต้องได้เรียนรู้จากอีกคนหนึ่งอย่างถ่องแท้และจริงจังและโดยปราศจากอคติอันมืดมนและเป็นอันตราย...

 

                “ เดวิด บลูเมนเฟลด์ ”  แรบไบอนุศาสนาจารย์ พ่อของลอร่าถูกยิงในเขตของเมืองเก่าของกรุงเยรูซาเล็ม...กระสุนจากมือปืนพลาดเป้า สำคัญคือสมอง โดยสูงไปเพียงครึ่งนิ้ว...ทำให้เขารอดตาย..เหตุผลเบื้องต้นก็คือ...

เพระ เดวิดเป็นยิว...มีเชื้อสายเป็นยิวและถูกเข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างเพื่อต่อต้านชาวปาเลสไตน์...นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ครอบครัวของมือสังหารเชื่อว่าเป็นแรงจูงใจให้ “โอมาร์” ลูกคนที่ 8 และเป็นลูกคนเล็กของครอบครัวตัดสินใจเป็นมือสังหาร...แต่การทำงานของเขาผิดพลาดซึ่งผิดกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มีด้วยกัน 25 คน “เป็นหนึ่งในทีมก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดและมีการจัดตั้งที่ดีที่สุดกลุ่มหนึ่งเท่าที่จำกันได้” ทั้งหมดเป็นชาวปาเลสไตน์วัยยี่สิบถึงสามสิบต้นๆหลายคนเคยติดคุกมาก่อน ทุกคนเป็นสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงขององค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ซึ่งมีซีเรียคอยหนุนหลัง...เหตุการณ์ที่โอมาร์กระทำต่อเดวิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปีค.ศ.1986... เดวิดรอดตายมาได้เพราะกระสุนพลาดจากจุดตาย แต่ที่น่าเป็นปริศนาก็คือทำไมโอมาร์ในฐานะมือปืนถึงยิงเขาเพียงนัดเดียวแล้วขว้างปืนทิ้งทั้งๆที่ยังมีกระสุนอยู่เต็มรังเพลิง... โอมาร์ถูกจับหลังจากนั้นโดยถูกเพื่อนร่วมขบวนการทรยศ... เขาถูกจับขังคุกนับจากนั้นจนเวลาล่วงผ่านไป 12 ปี... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความแค้นให้แก่ลอร่าลูกสาวของเดวิดเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พ่อถูกยิง... เธอกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและได้ลงทะเบียนเรียนวิชาการเขียนบทกวีซึ่งมี “ซีมุส เฮนนีย์” กวีชาวไอริชผู้ได้รับรางวัลโนเบลด้านวรรณกรรมเป็นผู้สอนและเธอได้เขียนงานส่งครูในสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นั้นด้วยพื้นฐานแห่งประจุพลังของความเคียดแค้นต่อผู้ที่ทำร้ายพ่อ... เป็นปณิธานอันมุ่งมั่นของการตามล่าเพื่อล้างแค้นของเธอนับจากวันนั้น “หากแกคือชายผู้หมายหัวเขา เคลื่อนผ่านคนขายเครื่องเทศ พ่อค้าขายพระ คนขายเนื้อที่กำลังปิดร้าน หากแกเป็นอาหรับที่เล็งเป้าอยู่ในความมืดใกล้ๆ  ถากขมับเขาไป พลาดชีวิตเขา มือนี้จะตามแกจนพบเพื่อล้างแค้น”

 

   “ลอร่า”สารภาพว่าจุดเริ่มต้นในการตามล่าเพื่อล้างแค้นของเธอ... ก็ด้วยเหตุผลสำคัญเพียงข้อเดียวคือ “เพราะฉันรักพ่อมาก และฉันอยากให้พวกเขารู้ว่าพ่อเป็นคนดีและมีครอบครัวที่ดี... ฉันอยากให้เขาเข้าใจว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นอาหรับหรือยิว และเราต่างเป็นคนเหมือนกัน ไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร... เราเป็นคนที่มีครอบครัวและคุณจะมาฆ่าเราเฉยๆไม่ได้ ”นั่นคือเหตุผลอันยิ่งใหญ่สำหรับลอร่า... ซึ่งในอีก 12 ปีต่อมาเธอก็ได้ตัดสินใจทำงานวิจัยเกี่ยวกับความแค้นนับแต่อดีตกาลมาจนถึงสถานการณ์อันรุนแรงของโลก ณ ปัจจุบัน... เธอศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับความแค้นและการล้างแค้นที่แปลกต่างกันออกไป... แต่ที่เสี่ยงตายและอาจหาญที่สุดก็คือการที่เธอปลอมตัว... เล่นละครเป็นนักข่าวเข้าไปตีสนิทกับครอบครัวของมือปืน... สัมภาษณ์พวกเขาถึงเงื่อนงำต่างๆแห่งการเป็นฆาตกรและการเป็นมือสังหารของโอมาร์...ซึ่งยิ่งชิดใกล้ก็ยิ่งค้นพบมิติที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนนั่นก็คือพวกเขาเป็นครอบครัวที่มีมิตรไมตรี เป็นครอบครัวที่อบอุ่น อยู่กันด้วยความรัก และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกเขาต้อนรับ ให้เกียรติ และรักเธอเป็นอย่างยิ่งทั้งๆที่ตัวเธอเองเต็มไปด้วยเจตจำนงแอบแฝงที่ปราศจากความรักและการให้อภัยอย่างสิ้นเชิง... เธอมาสู่พวกเขาด้วยความเกลียดชังอันล้ำลึก

 

                “ผู้คนจะแตกต่างไปมากเมื่อเรามีโอกาสรู้จักพวกเขาอย่างใกล้ชิดขึ้น” นี่คือวาทะที่สะดุดใจและบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้... มนุษย์แต่ละคนล้วนต่างมีเหตุผลจำเป็นเฉพาะตน บ้างเป็นภาระที่กระทำเพื่อส่วนรวม และบ้างถือเป็นภาระหน้าที่ที่จำเป็นเพื่อส่วนตน... เป็นภาระอันศักดิ์สิทธิที่เต็มใจจะแบกรับเอาไว้แม้ว่ามันจะหนักต่อการรองรับทางจิตวิญญาณมากมายสักเพียงใดก็ตาม... ในที่สุดลอร่ากับโอมาร์ ก็ได้มีโอกาสติดต่อกันทางจดหมาย... ครอบครัวของเขาวางใจเธอและเปิดโอกาสให้เธอได้ติดต่อสัมพันธ์กับเขาด้วยใจอันบริสุทธิ์... พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเธอกำลังเล่นละครตบตา และในใจของเธอก็เต็มไปด้วยงูพิษร้ายที่พร้อมจะฉกกัดพวกเขาอยู่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย ก็ทำให้ลอร่าได้รู้ว่า “โอมาร์” เป็นคนใฝ่เรียน... เคยเรียนหนังสืออย่างตั้งใจและถือเป็นหน้าที่ซึ่งแม้แต่วันที่เขาลั่นกระสุนหมายจะสังหารเดวิด เขาก็ยังไปเรียนในตอนเช้า... และมาทำงานเพื่อหน้าที่ของขบวนการในตอนบ่าย และแม้เขาจะติดคุกอยู่อย่างทุกข์ทรมานในพื้นที่อับชื้นที่แสนจะคับแคบและทำให้เขาต้องป่วยด้วยโรคหอบหืด เขาก็ยังเรียนหนังสืออย่างขะมักเขม้นด้วยหมายว่า... เมื่อเรียนจบและพ้นโทษออกไป... เขาจะได้ทำงานในสายการทูต “ผมอยากจะมีส่วนช่วยในประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นเรื่องสันติภาพของโลกและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างคนทั่วโลก... ผมหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมสร้างโฉมหน้าใหม่ของตะวันออกกลาง... ผมได้เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในหลักการของผมและเคารพในความมีศักดิ์ศรีของชีวิตอื่น... ผมได้รู้จักคนบางคนอย่างใกล้ชิด และพบว่าพวกเขาช่างต่างไปมากเมื่อคุณได้รู้สึกและเข้าใจความหวัง ความต้องการ และความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของพวกเขา... เราต้องเชื่อมั่นในสันติภาพระหว่างผู้คน เราต้องรู้จักให้อภัย เพื่อให้ตัวเราเองได้ดำรงชีวิตที่แท้จริง” การเปิดเผยตัวตนภายในของโอมาร์สร้างจุดบรรจบแห่งความคิดอันดีงามให้เกิดแก่หัวใจของลอร่า... เธอเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเยือกเย็นและสงบงาม เธอได้ข้อตระหนักถึงความจริงในประเด็นสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่ว่า... มนุษย์เราทุกคนล้วนมีความเหมือนกันมากกว่าต่างกัน ความจริงแห่งชีวิตตรงนี้เองที่เธอได้ตั้งความหวังที่เป็นความหวังถึงโอมาร์ว่า... เมื่อความจริงทุกอย่างได้ถูกเปิดเผยขึ้น... “เขาจะต้องขอโทษ... เขาจะต้องทำและต่อให้เขาไม่ได้พูดอย่างจริงใจ เธอก็จะเชื่อ” ภาวะตรงนี้คืออุบัติการณ์แห่งชีวิตที่เกิดขึ้นกับลอร่า... เธอเริ่มคลางแคลงใจกับการตามล้างแค้นของเธอ ซึ่งที่จริงแล้วนั่นคือเป้าหมายเฉพาะที่เกิดจากอารมณ์ส่วนตัวของเธอโดยแท้... เธอตั้งกฏเกณฑ์แห่งการลงทัณฑ์ในชีวิตของเธอขึ้นมาเอง ทั้งๆที่พ่อของเธอได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่า “พ่อไม่ได้อยากแก้แค้นเลย... วิธีแก้แค้นของพ่อก็คือพ่อยังมีชีวิตอยู่และจะกลับมาที่เยรูซาเร็มนี่เรื่อยๆ”... เดวิดเข้าใจว่าการที่เขาถูกยิงเป็นการล้างแค้นชาวยิวแบบรวมหมู่... ซึ่งลอร่ามักจะโต้แย้งและยืนยันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า... ไม่มีเหตุผลเลย “ในใจฉันมือปืนไม่ได้ยิงแค่ยิวคนหนึ่ง... แต่เขายิงพ่อฉัน”...แต่พ่อกลับพลิกมุมมองไปในอีกด้านหนึ่ง... เป็นการมองด้วยความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยโลกทัศน์และชีวทัศน์อันสุขุมรอบด้าน และถือเป็นสัจธรรม “คนเราเกิดหนเดียวตายหนเดียว มันยิ่งใหญ่เหลือเกินที่จะมีชีวิตอยู่ ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องโฮโลคอสต์ หรือความทุกข์ทรมาน หรือว่าโลกนี้มีแต่ความชั่วร้าย... แต่เราต้องเชื่อว่าโลกนี้ยังมีความดีงามอยู่ด้วย... วิธีการเยียวยาโลกของพวกเขาคือใช้ความรุนแรง สยดสยอง แก้ปัญหาด้วยการวางระเบิดให้คนตาย พ่อไม่ประณามพวกเขาหรอกที่ต้องการดินแดนปาเลสไตน์...แต่การฆ่ามันไม่ได้ผลหรอก...แล้วอะไรล่ะที่ได้ผล ก็ทำให้ตัวเองกับวัฒนธรรมของตัวเข้มแข็งขึ้นมาสิ พ่อว่ามันเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่ผู้คนพากันศึกษาตำราของศาสนายิว... พ่อจะไม่ไปหาวิธีล้างแค้นแบบอื่นหรอก ฟังนะ!พ่อไม่อยากยิงไอ้หมอนี่... ถึงมีคนเอาปืนมายื่นให้... พ่อก็ไม่อยากยิงเขาหรอก”... ประเด็นความคิดดังกล่าวนี้คือที่มาแห่งนัยของการล้างแค้นอย่างสร้างสรรค์... อันหมายถึงว่า... คนเราสามรารถเปลี่ยนความโกรธและความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังในทางบวกแทนที่จะทำลายล้าง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความคิดที่โง่เขลาหากจะมองกันอย่างผิวเผิน แต่มันก็เป็นสิ่งที่คำนึงถึงอนาคตอย่างมากโดยไม่พัวพันกับอดีต... การยอมรับผิดและการเปลี่ยนแปลงจิตใจคือคุณค่าที่บังเกิดขึ้นเป็นความสมานฉันท์อันงดงามที่เกิดขึ้นแก่โลกภายใต้เงื่อนไขของการล้างแค้นที่ตกอยู่ในสภาวะที่เป็นเอกภาพและเกี่ยวเนื่องถึงกันในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ “ สิ่งที่ทำไปแล้วเป็นเรื่องของอดีต เมื่อความเกลียดชังและความแปลกแยกครอบงำจิตใจของทั้งสองฝ่าย แต่วันนี้เราต่างมีชีวิตอยู่ในยุคใหม่ซึ่งมีที่ทางให้เราคิดถึงการเป็นมิตรต่อกันไม่ใช่ศัตรู ” ข้อสรุปทางความคิดของโอมาร์ได้สอดรับกับความคลี่คลายทางด้านจิตใจของลอร่า... ที่ใช้เวลาถึงหนึ่งปีในการสืบค้นหาความหมายของการล้างแค้นและการตามล่าเหยื่อ “มือสังหาร”ที่เธอคิดจะแก้แค้นอย่างสาแก่ใจ “ใจหนูเปลี่ยนไปแล้วค่ะ... หนูไม่อยากเป็นคนโง่ หนูอยากเชื่อว่ามือปืนเป็นคนดีเพราะหนูต้องการให้โลกเป็นแบบนั้น” แม้ความรุนแรงจะเกิดขึ้นในจิตใจของลอร่าด้วยการกระทำอันเป็นภาวะคอขาดบาดตายของโอมาร์ ที่ทำให้เธอต้องติดยึดและจมปลักอยู่กับฟากฝั่งของความแค้น... แต่เมื่อมิตรภาพของคนทั้งคู่ดำเนินมาถึงจุดจุดหนึ่งซึ่งเปลี่ยนจากศัตรูที่ชิงชังมาเป็นมิตรแห่งความเข้าใจ คำถามของลอร่าอันถือเป็นที่สุดก็ได้รับคำตอบที่นับเป็นสันติสุขอันยั่งยืนเป็นนิรันดร์และข้ามฝั่งแค้นไปได้... “คุณจะใช้ความรุนแรงกับคนอื่นทั้งที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์อีกไหม?”... “ไม่ใช้... จริงอยู่ผมยังยึดมั่นในความเชื่อของตน แต่นั่นก็เพราะผมเชื่อในความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน... อิสราเอลและปาเลสไตน์แต่ละฝ่ายย่อมมีความฝัน ความหวัง และความปรารถนาของตนเอง ขณะนี้เรากำลังมุ่งสู่การปลดปล่อยดินแดนแห่งประชาชาติของเราให้เป็นอิสระ

 

                “ข้ามฝั่งแค้น” (Revenge)... คือเรื่องราวที่จุดประกายของความหวังท่ามกลางความมืดมนแห่งการทำลายล้าง (A story of Hope) ทางด้านจิตวิญญาณแห่งกันและกัน ณ ดินแดนที่ร้อนระอุไปด้วยไฟสงคราม ความขัดแย้งและการลอบทำร้ายกันอย่างเจ็บปวด ในแง่หนึ่งมนุษย์เรามักเจ็บปวดเมื่อไม่ได้รับการยอมรับ “ สิ่งเดียวที่จะมาทดแทนการแก้แค้นได้คือการยอมรับผิดของอีกฝ่าย การยอมรับผิดมันมากกว่าการรู้สึกเสียใจเพราะเป็นการยอมรับการรับผิดชอบ เป็นการยอมรับว่าตนได้ทำผิด” หัวใจแห่งสาระเนื้อหาทั้งหมดของข้ามฝั่งแค้นจึงสามารถนำไปสู่จุดสูงสุดแห่งการบรรลุในข้อตระหนักแห่งความหวังที่ว่า “ขอให้มนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนกัน...ขอให้มนุษย์ทุกคนจงเป็นเพื่อนกัน”

 

            “อนิตรา พวงสุวรรณ โมเซอร์” ได้ใช้ฝีมือในการแปลหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างเห็นถึงความตั้งใจ... ด้วยภาษาสื่อสารที่กระชับและร่วมสมัย ..ในเชิงวรรณกรรมนวนิยายเรื่องนี้ดูจะท่วมท้นไปด้วยข้อมูลดิบซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้การดำเนินเรื่องเนิบช้าและไม่ลื่นไหลชวนติดตามในวิถีโครงสร้างที่ควรจะเป็นด้านวรรณกรรมแต่ถ้าหากใครก็ตามมุ่งที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ในฐานะของรายงานการวิจัยก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาของข้อมูลอ้างอิงทั้งหมดมีรายละเอียดเป็นความรู้อันน่าศึกษาและค้นคว้าต่อไปอย่างยิ่ง... ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้อ่านจะเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยมิติหรือกลวิธีใด... ซึ่งผมเห็นว่าประเด็นตรงนี้ถือเป็นข้อดีแห่งการสื่อสารรับรู้ ผ่านคุณสมบัติแห่งกระบวนการอ่านหนังสือที่แยบยลและพินิจพิเคราะห์ของแต่ละบุคคลบนเงื่อนไขของมิตรภาพแห่งการเลือกสรร คัดสรรค์ และสร้างสรรค์โดยแท้

 

 

                “ มีปาฏิหาริย์แห่งมิตรภาพที่ดำรงอยู่ในหัวใจ และคุณไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเริ่มต้นจากจุดไหน แต่ความสุขที่มิตรภาพนำมาจะช่วยชุบชูจิตใจคุณอยู่เป็นนิตย์ แล้วคุณจะตระหนักว่ามิตรภาพคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุดจากพระผู้เป็นเจ้า ”

 

จำนวนผู้เข้าชม 004693