แนะนำหนังสือ


    “การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้”

ประมวล  เพ็งจันทร์

 

ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ครั้งที่ ๓๓ ประจำปี ๒๕๕๐

วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐

ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

 

การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้

- ๑ -

เกริ่นนำ

 

กราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ เรียนท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ท่านประธานกรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง ท่านคณะกรรมการมูลนิธิฯทุกท่าน และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

ขอขอบพระคุณปิยมิตรของผมคือ อาจารย์ชัชวาล ปุญปัน ที่ได้กล่าวคำแนะนำตัวผมทั้งในอดีตและปัจจุบัน พร้อมทั้งได้บอกเล่าเรื่องราวอันเป็นที่มาและเพิ่มเนื้อหาเบื้องต้นของปาฐกถา ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อจากที่ปิยมิตรของผมได้กล่าวนำไว้

อย่างไรก็ตาม ใคร่ที่จะกล่าวเป็นเบื้องต้นสักนิดว่า วันนี้ซึ่งเป็นวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ เป็นวันครบรอบปีแห่งมรณกรรมของคุณครูโกมล คีมทอง ที่จบชีวิตลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม ที่จริงแล้วครูโกมล คีมทอง ไม่ใช่คนที่นั้น แต่ไปทำหน้าที่ในฐานะมนุษย์ที่แท้คนหนึ่ง

การจบชีวิตลงของครูโกมล คีมทอง มนุษย์ที่แท้คนหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ที่บ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้วันนี้ วันที่เราทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อระลึกถึงชีวิตหนึ่งนามว่า โกมล คีมทอง ที่เกิดขึ้นและจบชีวิตลงอย่างมีความหมายที่ยิ่งใหญ่และงดงาม มรณกรรมของครูโกมล กระตุ้นให้เกิดความสำนึกที่งดงามและสูงส่งในจิตใจของบุคคลหลาย ๆ คน ในเวลาต่อมา

ชีวิตของครูโกมล ทำให้เราได้สัมผัสรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า อุดมคติ

อุดมคติ เป็นความหมายที่งดงามและสูงส่งของการมีชีวิตอยู่ แต่ทว่าอุดมคตินั้นมีลักษณะเป็นนามธรรม อันยากที่จะเข้าใจได้โดยบุคคลทั่ว ๆ ไป หากขาดการครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม ความหมายแห่งอุดมคติก็ปรากฏให้เห็นและย้ำเตือนให้ระลึกถึงได้โดยบุคคลผู้มีอุดมคติอยู่ในจิตสำนึก เราสามารถสัมผัสความงดงามและสูงส่งแห่งอุดมคติได้โดยไม่ยาก เมื่อเราได้รับรู้ถึงชีวิตของบุคคลผู้มีอุดมคติ

ครูโกมล คือ หนึ่งในบุคคลผู้ทำให้เราได้สัมผัสรู้ถึงความหมายแห่งอุดมคติ และหยั่งเห็นถึงคุณค่าของชีวิตที่มีอุดมคติเป็นเครื่องนำทาง

อุดมคติ เปรียบเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน แสงสว่างของดวงดาวมิได้มีไว้ให้มองเห็นโลกรอบตัวเราที่มืดมิด หากแต่คุณค่าแห่งดวงดาวอยู่ที่ทำให้เราสามารถกำหนดรู้ทิศทางเพื่อจะก้าวเดินไปในความมืดโดยไม่หลงทิศทาง อุดมคติมีความหมายเฉกเช่นเดียวกัน คือเป็นเครื่องนำทางชีวิตไปสู่เป้าหมายที่สูงส่งและงดงาม แม้จะไม่ช่วยให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบาย แต่ช่วยให้เราสามารถกำหนดรู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

แม้ว่าอุดมคติจะเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญต่อชีวิตและสังคม แต่ก็ไม่ง่ายนักที่สังคมจะตระหนักรู้ถึงความหมายและคุณค่าแห่งอุดมคติ ทั้งนี้ก็เพราะความหมายและคุณค่าแห่งอุดมคติมิได้อยู่ที่คำพูดสวยหรู หากแต่อยู่ที่การกระทำที่มุ่งประโยชน์สุขของมนุษยชาติโดยส่วนรวม

อุดมคติจะปรากฏขึ้น ก็ต่อเมื่อเราได้ตระหนักถึงความหมายและคุณค่าของการได้อุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม

ครูโกมล คือ บุคคลที่ทำให้ความหมายของอุดมคติอันเป็นนามธรรม ปรากฏเป็นรูปธรรม หากอุดมคติที่เรากำลังพูดถึงนี้คือพระผู้เป็นเจ้า ครูโกมล ก็คือองค์อวตารของพระผู้เป็นเจ้า

ชีวิตและมรณกรรมของครูโกมล ก่อให้เกิดความสะเทือนในจิตสำนึกทางสังคม แม้เวลาจะผ่านมาถึง 36 ปีแล้ว แต่พวกพวกเราก็ยังไม่เคยลืม ระลึกถึงครั้งใดก็ยังสะเทือนใจในเหตุการณ์ และประทับใจในความมุ่งมั่นเสียสละเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมของครูโกมล

ความเสียสละอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมที่ครูโกมลได้บำเพ็ญไว้นั้น ได้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอุดมคติในจิตสำนึกของพวกเราทุกคน

ขอขอบพระคุณครูโกมลผู้นำพาจิตสำนึกอันสูงส่งมาสู่พวกเรา และได้นำพาพวกเราให้ได้มาประชุมกันในที่นี่ในวันนี้

ส่วนตัวผมเองนั้น ผมรู้สึกว่า ตนเองมีค่ามากขึ้นเมื่อได้ใช้ชีวิตและอัตภาพนี้เพื่อเป็นสื่อให้ผู้มีเกียรติทุกท่านได้ระลึกถึง ความจริง ความดี ความงาม ที่ปรากฏผ่านชีวิตและอัตภาพของครูโกมล คีมทอง

“การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้” อันเป็นชื่อของปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ครั้งที่ ๓๓ ประจำปี ๒๕๕๐ นี้นั้น เป็นชื่อซึ่งสื่อความหมายที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมาก มากจนทำให้ผมรู้ตัวดีว่า ตนเองไม่มีความเหมาะสมที่จะกล่าวปาฐกถาภายใต้ชื่ออันสูงส่งเช่นนี้

ผมใคร่จะบอกเล่าอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับที่มาของชื่อปาฐกถาในวันนี้ให้ทุกท่านได้ทราบเพื่อที่จะเข้าใจและเห็นใจผม หากสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ไม่เหมาะสมกับชื่อปาฐกถาที่ตั้งไว้

เมื่อทางมูลนิธิโกมลคีมทอง ติดต่อขอเชิญผมเป็นองค์ปาฐกถาประจำปีนี้นั้น ผมตอบรับด้วยความเต็มใจและยินดี ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการระลึกถึงคุณครูโกมล คีมทอง บุคคลซึ่งผมเคารพและยกย่องเสมอมา

ขณะที่ตอบรับคำเชิญนั้น ยังไม่รู้ว่าปาฐกถามีชื่อว่าอย่างไร ครั้นเมื่อสอบถามชื่อปาฐกถา ทางผู้ประสานงานแจ้งให้ทราบว่า องค์ปาฐกมีสิทธิ์ที่จะตั้งชื่อปาฐกถาได้ตามที่เห็นสมควร และด้วยความตระหนักว่า ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง เป็นกิจกรรมที่สำคัญและมีความหมายต่อสังคมไทยโดยส่วนรวม จึงทำให้ผมรู้สึกว่า ชื่อปาฐกถาที่เหมาะสมน่าจะมาจากการกำหนดโดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ดังนั้นจึงได้บอกเล่าเนื้อความแห่งปาฐกถาย่อ ๆ ให้ผู้ประสานงานฟัง พร้อมทั้งขอให้ช่วยกันคิดชื่อที่เหมาะสมให้ด้วย

ในที่สุดได้ข้อสรุปว่า ทางองค์ปาฐกและทางฝ่ายผู้จัดปาฐกถาจะกำหนดชื่อปาฐกถามาฝ่ายละชื่อ แล้วจะตัดสินใจเลือกชื่อใดชื่อหนึ่งในภายหลัง

ในฐานะองค์ปาฐก ผมได้ตั้งชื่อปาฐกถาครั้งนี้ว่า “ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่าน” ด้วยความรู้สึกว่า เนื้อหา สาระ ของปาฐกถาครั้งนี้เป็นเพียงแค่การบอกเล่าประสบการณ์ธรรมดา ๆ ของบุคคลตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่และมีผลกระทบใด ๆ ต่อสังคมโดยส่วนรวม สิ่งที่บอกเล่าเป็นเพียงแค่ประสบการณ์จากความเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ปรารถนาไว้

ยังมิทันได้แจ้งให้ทางผู้ประสานงานของมูลนิธิทราบก็ได้รู้ว่า ทางฝ่ายผู้จัดงานได้กำหนดชื่อปาฐกถาแล้วในชื่อว่า “การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้”

ทันทีที่ได้รับฟังชื่อนี้ ผมเกิดความรู้สึกว่า ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะและมีความหมายที่งดงามสูงส่ง แต่พร้อม ๆ กันนั้น ก็เกิดความรู้สึกปริวิตกว่า แล้วสิ่งที่ตนเองปรารถนาจะกล่าวปาฐกถา จะมีความหมายที่เหมาะสมกับชื่อปาฐกถาที่ไพเราะงดงามนี้หรือ

อยากจะปฏิเสธชื่อนี้ แต่ก็ไม่อยู่ในวิสัยที่จะกล่าวปฏิเสธได้ เพราะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆของกลุ่มบุคคลที่ช่วยกันกำหนดชื่อนี้ สิ่งที่ทำได้ ณ ขณะนั้นคือ กล่าวว่า ขอให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทางฝ่ายผู้จัดก็แล้วกันว่าจะใช้ชื่อใด ระหว่าง “ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่าน” และ “การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้”

ผลของการตัดสินใจก็ดังที่ปรากฏเป็นชื่อปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปีนี้คือ “การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้”

ผมมีความปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ นั่นเป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในใจ หากแต่ก็รู้ตัวเองดีว่า ตนเองยังก้าวเดินอยู่บนหนทางที่ยาวไกล สิ่งที่จะนำมาบอกเล่าในวันนี้ เป็นเพียงก้าวหนึ่งในจังหวะก้าวที่ยังต้องก้าวต่อไป

เรื่องราวที่จะบอกเล่าต่อไปนี้ เป็นการบอกเล่าด้วยความปรารถนาเพียงแค่ว่า ขอให้เรื่องเล็กๆ นี้ ได้เป็นเหตุปัจจัยน้อย ๆ ในการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ของทุก ๆ ท่าน ผู้ซึ่งมาชุมนุมกัน ณ ที่นี่

 

·       ความเกลียด ความกลัว เชื้อของความรุนแรง

อาจารย์ชัชวาล ปุญปัน ได้กล่าวแนะนำตัวผมว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งสำคัญในปีเดียวกับการจากไปของครูโกมล ผมขออนุญาตกล่าวขยายความตรงนี้อีกเล็กน้อย

มรณกรรมของครูโกมล เมื่อ ๓๖ ปีที่ผ่านมา เป็นดอกผลของความรุนแรงที่แผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ซึ่งครูโกมลไปปฏิบัติหน้าที่ของครูตามอุดมคติอยู่ในขณะนั้น

ในพื้นที่แห่งความรุนแรงนั้น ความเกลียด ความกลัว กระจายอยู่รอบ ๆ ตัวประชาชน เป็นความเกลียด ความกลัวที่เป็นสาธารณะ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นความเกลียด ความกลัวทางสังคม ไม่ใช่ความเกลียด ความกลัวส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งเฉพาะบุคคล และความเกลียดความกลัวเช่นนี้นี่เองที่ก่อให้เกิดการฆ่ากัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกลียดและกลัวบุคคลที่ถูกฆ่าเป็นการส่วนตัว ดังเช่นกรณีของครูโกมล

ในช่วงเวลาเดียวกันที่ครูโกมลปฏิบัติหน้าที่เป็นครูอยู่ที่ ต.บ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ผมเด็กหนุ่มไร้การศึกษา เป็นกรรมกรขายแรงงานราคาถูก ๆ ในบริเวณเดียวกัน ในบรรยากาศแห่งความรุนแรงเดียวกัน

ความต้องการค่าจ้างแรงงานวันละ ๑๕ บาท ทำให้ผมได้เข้าไปอยู่และสัมผัสรู้ความรุนแรงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน

จากที่ไม่มีความรู้เรื่องการบ้านการเมืองมาก่อน ก็เริ่มได้ยินได้ฟังแนวคิดสังคมนิยม และการปฏิวัติของประชาชนที่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนำมาบอกเล่า ขณะเดียวกันก็ได้ยินได้ฟังเรื่องภัยของการก่อการร้ายที่จะเข้ามาทำลาย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนำมาประกาศให้ประชาชนรับรู้

แม้แต่ละครวิทยุที่คนงานกรรมกรอย่างพวกผมฟังเพื่อการบันเทิง ก็ยังเป็นละครวิทยุที่ปลูกฟังความรู้สึกเกลียดชัง โกรธแค้นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกันพวกสหายที่ลงมาจากภูเขา ก็มาบอกเล่าให้รับรู้ถึงความโหดร้ายของอำนาจรัฐที่เป็นอยู่

บรรยากาศรอบ ๆ ตัวผม เป็นบรรยากาศแห่งการต่อสู้ระหว่างอริศัตรูที่มุ่งทำลายล้างคู่ปรปักษ์ เพื่อหวังชัยชนะเหนือคู่ปรปักษ์

ความเกลียด ความกลัว ถูกปลุกเร้าให้เกิดขึ้นในจิตใจของทุกๆ คน และเพราะความเกลียดความกลัวที่มีอยู่ในใจนี้ การประทุษร้ายต่อกันและกันจึงเกิดขึ้นตามมา เป็นการประทุษร้ายเบียดเบียนต่อกันและกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องโกรธแค้นกันเป็นการส่วนตัว

ผมรับรู้การฆ่ากันตายด้วยจิตใจที่หดหู่

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถูกฆ่า รู้เพียงแค่ว่าผู้ฆ่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

ชาวบ้านถูกฆ่า รู้แต่เพียงว่า เพราะเป็นสายให้ผู้ก่อการร้าย

การฆ่าที่ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผมซึมซับรับเอาเชื้อแห่งความรุนแรงไว้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อคนที่ผมรู้จักถูกฆ่าตาย ผมรู้สึกโกรธและเกลียดผู้ฆ่า แม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

ความโกรธ ความเกลียดในใจผมเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น เมื่อคนที่ถูกฆ่าตายเป็นเพื่อนผู้ใกล้ชิดของผม ความโกรธ ความเกลียดในใจผมเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น มากถึงระดับที่ผมรู้สึกอยากฆ่าบุคคลผู้ฆ่าเพื่อนของผม

ความโกรธ ความเกลียด ความรุนแรง ที่เคยเป็นเพียงบรรยากาศรอบ ๆ ตัวที่ผมสัมผัสรู้ ได้กลายมาเป็นเนื้อตัวของผม มันไม่ใช่ความโกรธ ความเกลียด ของผู้อื่น แต่เป็นความโกรธ ความเกลียดที่อัดแน่นอยู่ในใจผม

ผมรู้สึกพอใจเมื่อกลุ่มบุคคลที่ผมเกลียดถูกฆ่าตาย ขณะที่รู้สึกขุ่นแค้นเมื่อกลุ่มบุคคลที่ผมรักถูกฆ่าตาย

ความรู้สึกพอใจในการฆ่า และการตายของบุคคลอื่นที่เป็นปรปักษ์ ทำให้ผมพลัดตกลงไปในวังวนแห่งเวรโดยที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน

วังวนแห่งเวร เป็นวัฎจักรแห่งความรุนแรงที่เพิ่มพูนทวีคูณขึ้นทุกขณะ การฆ่า การเบียดเบียนทำลายชีวิตกลายเป็นภาวะปกติที่ได้ประสบพบเห็น

 

·       รสชาติของความรุนแรง

ความตายที่เคยอยู่ห่างไกลตัว ค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวผมทุกขณะ

จากความตายของคนอื่น ขยับใกล้เข้ามาเป็นความตายของคนที่รู้จัก แล้วใกล้เข้ามาเป็นความตายของเพื่อน ๆ ที่รู้จักคุ้นเคย ที่สุดก็มาถึงความตายของเพื่อนรักใกล้ชิดที่กินนอนทำงานด้วยกัน

การตายของเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เป็นภาพสยดสยอง ที่บาดลึกลงไปในจิตใจของผม

ความหมายของชีวิตที่เคยขึ้นอยู่กับการทำงานหาเงิน เพื่อเป็นเครื่องเลี้ยงชีพและเป็นหลักประกันอนาคตที่ดีงาม แปรเปลี่ยนไปเป็นการได้แก้แค้นทำลายกลุ่มบุคคลที่ผมเกลียดชัง อนาคตที่ดีงามเลือนหายไป เหลืออยู่แต่เพียงความสะใจที่จะได้เบียดเบียนทำลายผู้อื่นในปัจจุบัน

ในภาวะอารมณ์แห่งความรุนแรงนี้ รสชาติชีวิต เป็นรสชาติที่เผ็ดร้อนและขมขื่น เมื่อความโกรธแค้นบรรเทาลง ความหวาดกลัวก็เข้ามาท่วมทับจิตใจ

ผมกลัว กลัวอย่างบอกไม่ถูกว่ากลัวอะไร แน่นอนกลัวตาย เพราะความตายวนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัว แต่ที่บอกไม่ได้ บรรยายไม่ถูกคือ กลัวความไม่แน่นอนแห่งชีวิต ไม่แน่นอนว่าจะเป็นหรือตาย ไม่แน่นอนว่าจะถูกทำร้ายเมื่อใด ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ถูกทำลายไปหมดสิ้นด้วยอำนาจแห่งความกลัวนี้

ความกลัวนี้เป็นภาวะเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ ที่ทำให้ความรู้สึกสดชื่น สนุกสนานกับการมีชีวิตอยู่หมดไป เหลือไว้แต่เพียงความรู้สึกหดหู่ คับแค้น สิ้นหวัง ความสวยงามของโลกรอบตัว ปลาสนาการไปเสียสิ้น ความงดงามของการมีชีวิตอยู่ดับมอดลง

สภาวะที่ผมเผชิญอยู่ในช่วงขณะนั้น เป็นสภาวะที่ผมจดจำได้ไม่มีวันลืม แม้แต่วันนี้ ที่วันเวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว ผมก็ยังจดจำความกลัวในตอนนั้นได้ เป็นความกลัวที่ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำพูดว่า กลัวจนกินไม่ได้และนอนไม่หลับ

อาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นภาวะอาการที่ทำให้ผมได้รับรู้ว่า รสชาติของชีวิตที่จมอยู่ในความโหดร้ายรุนแรงนั้นเป็นเช่นไร

ความเกลียด ความกลัว ที่อัดแน่นในใจผม ณ ขณะนั้น ทำให้ความกระหายใคร่จะได้เงินหมดไป เมื่อไม่ต้องการเงินอันเป็นมูลเหตุให้ผมต้องมาอยู่ท่ามกลางความโหดร้ายรุนแรงนั้น ทำให้ผมอยากไปให้พ้นสภาวะที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ไปให้พ้นอาการกินไม่ได้ เพราะความรู้สึกสะอิดสะเอียนเนื่องจากระลึกถึงซากศพของคนที่ถูกฆ่าตาย ไปให้พ้นจากอาการนอนไม่หลับ เพราะความรู้สึกสะดุ้งกลัวการฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ

แม้อยากหนีไปให้พ้น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน หนทางแห่งการหนีให้พ้นความรู้สึกหวาดกลัวกลับมืดมน จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็ปรากฏดวงดาวบนท้องฟ้าที่มืดมิด ดวงดาวที่แม้จะไม่มีแสงสว่างมากพอให้ผมเห็นทางเดิน แต่ก็เพียงพอให้ผมกำหนดรู้ทิศทาง ทิศทางที่จะออกจากความรู้สึกหวาดกลัว คือการบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา

 

จำนวนผู้เข้าชม 006475