บทความเกี่ยวกับนพลักษณ์




ภูมิทัศน์ชีวิต

               3 วันที่ผ่านมา ฉันเข้าอบรมนพลักษณ์ร่วมกับเพื่อนร่วมงานในองค์กรและเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้รู้จักกันหลายๆคน มันเป็นการเดินทางอีกครั้งหนึ่งที่สวยงามและมีความหมาย เป็นการเดินทางเข้าไปสำรวจก้นบึ้งของจิตใจและความคิดตัวเอง ดินแดนที่อยู่ใกล้เพียงครึ่งฝ่ามือ แต่ตลอดทั้งชีวิตกลับไม่ได้รับการสำรวจ มันเหมือนเป็นการดำดิ่งลงไปสู่พื้นที่รกร้าง ไกลห่าง ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด และเหน็บหนาว ดินแดนที่ตัวเองอาจไม่กล้าจะลงไปสำรวจ...พื้นที่หวงห้ามของหัวใจตัวเอง


               มันเป็นภาพของโลกจากมุมสูง โลกที่เห็นนั้นกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ป่าไม้ ภูเขาและผืนน้ำ...ในนั้น ความสุข ความทุกข์ ความจน ความรวย ความงดงาม ความน่ารังเกียจ ความรัก ความชัง เกิดขึ้นและมีอยู่ทั่วหัวระแหง ราวกับไม่มีแม้แต่พื้นที่เล็กใดจะหลีกพ้นไปจากมันได้เลย โลกที่ภายนอกดูสวยงามยังคงหมุนไป ควบคู่กันไปกับวัฏสงสารของสรรพสิ่ง ที่หมุนคว้างเป็นบ่อน้ำวนบ้าคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง...ในบ่อน้ำวน เสียงหัวเราะนั้นกึกก้องพอๆกับเสียงร่ำไห้ครวญคราง... เป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ระเบียบโครงสร้างใดๆ แต่มันก็ยังคงดำเนินอยู่ได้ต่อไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะจบสิ้นลงตรงไหนกันแน่

               ฉันเห็นตัวเองอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ฉันเห็นพวกเขาอยู่ตรงนั้น แต่กลับไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมันเลย...ใช่แล้ว มันเป็นเช่นนี้เสมอมา...อารมณ์มากมายที่ปะทุขึ้นรายรอบกาย ก็เหมือนจะไม่มีผลอะไรเลยกับตัวฉัน ฉันเห็นเพียงมันเกิดขึ้น ดับไป เกิดใหม่ และจบลง เช่นนี้เรื่อยไป ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะต้องเข้าไปพัวพันกับมัน ใช่มันเป็นเพียงมายาที่หลอกล่อให้เราหา ก่อนที่จะดับสูญไปต่อหน้าต่อตา และวาบขึ้นใหม่ เพื่อให้เรากระโจนตามมันไปอีกครั้ง?

               ภาพที่เห็นตอนนี้มันซูมเข้าซูมออกได้ เหมือนตอนที่ต้องการค้นหาสถานที่บางแห่งบน Google Earth…ซูมเข้าฉันเห็นห้วงขณะที่ตัวเองดื่มด่ำกำซาบทางอารมณ์อย่างลุ่มลึก สัมผัสความงามอันสูงส่ง ความสุขอันสุดยอด ความเศร้าโศกที่เจ็บปวดลึกซึ้ง เมื่อซูมออก ฉันเห็นว่าท่ามกลางโลกอันกว้างใหญ่และเอกภพไพศาล สิ่งที่ดูสลักสำคัญและเปี่ยมความหมายนั้น ดูราวกับจะสูญเสียความยิ่งใหญ่และคุณค่าของมันไปสิ้น โดยเฉพาะกับความเศร้าที่ลึกซึ้งของตัวเอง เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้แล้ว มันช่างกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกิน ในห้วงยามที่จมจ่อมอยู่ในห้วงทุกข์ รู้สึกกับมันราวกับเป็นมหาสมุทรที่ไร้ฟากฝั่ง แต่อันที่จริงมันก็เล็กเพียงบ่อน้ำ ที่เราเชื่อว่าจะไม่มีวันข้ามฝั่งทุกข์มาได้นั้น ที่จริงก็เพียงแต่ลุกขึ้นและเดินออกไป

               ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่เข้าใจ? ทำไมพวกเขายังต้องว่ายวนเวียนอยู่ในกระแสธารนั้น? ทำไมจึงต้องทุกข์ระทมไม่จบสิ้น? ขึ้นมาบนนี้สิแล้ว เพียงเฝ้ามองมัน...จะเห็นเพียงหลุมดำของความบ้าคลั่งเท่านั้น ลึกลงไปอีก ฉันพบตัวเองอยู่ในกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่ง มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ทั้งที่มันก็ตั้งอยู่เบื้องหน้าตรงนั้น แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับลอยอยู่สูงห่างไกลขึ้นไปบนหอคอยสูงใหญ่ หอคอยที่ไม่มีสิ่งใดจะสามารถปีนป่ายขึ้นไปถึง กระท่อมนั้นก็มีห้องเพียงห้องเดียว เป็นห้องที่สุขสบายไม่น้อยแม้จะเรียบง่ายอย่างยิ่ง สิ่งของในห้องนั้นมีเพียงสิ่งที่สำคัญกับชีวิตเท่านั้น ไม่มีการตกแต่งประดับประดาอะไรที่เกินเลยกว่าความจำเป็นเลย ทุกสิ่งราวกับมีที่ทางของตัวมันเอง และมีความหมายในการวางอยู่ตรงนั้นทั้งสิ้น หน้าต่างในห้องก็มีเพียงบานเดียว แต่ว่าบานเดียวนั้นก็ใหญ่โตอย่างยิ่ง ใหญ่จนเพียงพอที่จะมองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งภายนอกอย่างครบถ้วน...มองออกไปเห็นโลกภายนอกเต็มไปด้วยการเรียกร้องไม่จบสิ้น ความวุ่นวายที่ไม่อยากจะเข้าไปเกลือกกลั้ว ผู้คนมากมายแก่งแย่งชิงดีอย่างเอาเป็นเอาตายเพียงเพื่อต้องการบางอย่างที่หาความสลักสำคัญไม่ค่อยได้...ท่ามกลางคนเหล่านั้น มีผู้คนที่คลั่งเสพติดความสุข มีผู้คนที่จมจ่อมอยู่ในความเศร้าโศก มีผู้คนที่โกรธเกลียดและหวาดกลัว พวกเขาทั้งหลายต่างใส่ใจและไขว่คว้าบางสิ่งอย่างบ้าคลั่ง...ใช่หรือไม่ว่าการไขว่คว้าที่ช่างดูไร้ความหมายนั้น ทำไปเพียงเพื่อที่จะถมความขาดพร่องในหัวใจตนให้เต็มเท่านั้น พวกเขารู้ไหมว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น เหมือนกับการตักทรายลงในบ่อน้ำลึกบ่อหนึ่ง ทั้งที่กระเสือกกระสนที่จะถมมันให้เต็ม แต่เมื่อถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ก็ยิ่งถมมากขึ้น ยิ่งเหน็ดเหนื่อย พวกเขาอาจจะตายไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าบ่อน้ำโบราณที่ไร้ก้นนั้นมันไม่มีวันถูกทำให้เต็มได้เลย...ถ้าเขาเพียงรู้เท่านั้น เพียงปิดปากบ่อ แล้วก็เดินออกมา...แล้วต่อมามันก็จะมีคนเข้ามาเปิดมันขึ้นอีกครั้ง และถมทรายต่อไป...

               เมื่อสังเกตุดูภายในห้องที่เรียบง่ายนั้นอย่างถี่ถ้วน พบว่ามันฟุ้งอยู่ด้วยบรรยากาศของความเดียวดาย...เฉกเช่นเดียวกับกระท่อมหลังนั้น ภายใต้แววตาที่มองทะลุเข้าไปในสรรพสิ่งคู่นั้น กลับพบประกายประหลาดที่ดูจางเต็มที ในประกายนั้นกลับเรียกหาความอบอุ่น นุ่มนวล หวานซึ้ง กำซาบ...ความอบอุ่นที่สามารถหลอมละลายน้ำแข็งที่เกาะกุมหนาแน่นในหัวใจ...ราวกองไฟที่ถูกสุมขึ้นกลางทุ่งน้ำแข็งกว้างใหญ่ ราวหยดน้ำที่รินไหลลงไปบนรากต้นไม้ใหญ่ในวันที่แห้งแล้ง ราวคู่เต้นรำปริศนาที่เข้ามาในคืนค่ำรัตติกาลที่มวลหมู่ปีศาจกรีดร้อง “...เพื่อให้ฉันดำรงอยู่ต่อไป” ประกายที่กระพริบริบหรี่ในแววตาบอกเช่นนั้น

               ฉันกลับออกมาและถามตัวเองว่า “เขา” จะอยู่ในห้องนั้นไปถึงเมื่อไหร่...ท่ามกลางความสุขความผิดหวังทั้งมวล ฟ้ายังคงเป็นสีครามและโลก ยังคงหมุนไป...มันจะมีสักวันไหมที่หอคอยนั้นจะพังทลายลงมา? ในสายตาที่ยังคงเฝ้ามองเข้าไปที่กระท่อมหลังนั้น ฉันพูดอยู่ในใจว่า มันคงจะเป็นวันเดียวกับวันที่ “พันธนาการ” ของเขาสิ้นสลายไปพร้อม “ที่พักพิง” นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจในรอบ 3 วันที่ผ่านมา…ใช่ ฉันเห็นมันหลังจากแผ่นหนังถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับภาพในวัฏสงสารที่มักจะหมุนวนมาให้เห็นอยู่เสมอ มันคือระเบียบในความไร้ระเบียบ มันคือเหตุผลอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางการประกอบสร้างของความเลื่อนไหลไร้รูปแบบ



Download
จำนวนผู้เข้าชม 000327