บทความเกี่ยวกับนพลักษณ์



"ว่าด้วย นพลักษณ์ คุยกัน เรื่องนพลักษณ์"

กับ..นายแพทย์ ธนา นิลชัยโกวิทย์ รพ.รามาธิบดี

               “นพลักษณ์ คือ ศาสตร์แห่งการเข้าใจตนเองและผู้อื่น” นี่คือคำอธิบายที่สั้นกระชับ สำหรับการเริ่มรู้ปัญหา แต่การรู้ปัญหาอย่างเดียวไม่เพียงพอ การเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นจริงในตัวเราอย่างซื่อสัตย์ และการก้าวสู่หนทางแห่งการแก้ไขสำคัญกว่า
               “คุยกันเรื่อง ‘นพลักษณ์’ กับนายแพทย์ธนา นิลชัยโกวิท” เป็นบทสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนเรื่องนพลักษณ์ในมุมมองของคนลักษณ์ ๗
          นพลักษณ์ อีกหนึ่งศาสตร์สมมุติ
               หมอธนา: นี้เป็นความคิดพื้นฐานของผมนะครับ ผมคิดว่าทุกสิ่งที่เราพูดถึงเป็นศาสตร์สมมุติทั้งสิ้น นพลักษณ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นแนวคิดหนึ่งที่พยายามอธิบายปรากฎการณ์หรือความจริงบางอย่างของโลก ซึ่งเหมือนกับจิตวิทยาที่แบ่งคนออกเป็นประเภทต่างๆ เหมือนกัน เช่นแบ่งคนออกเป็น extrovert กับ introvert หรือพวกชอบเข้าสังคมกับชอบเก็บตัวเงียบ
          นพลักษณ์ทำให้เห็นกิเลสหลัก หรือความอ่อนแอของตัวเองชัดขึ้น
               หมอธนา: จริงๆ แล้วโดยอาชีพของจิตแพทย์ ผมต้องสำรวจตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ผมรู้จากนพลักษณ์จึงไม่ใช่ความรู้ใหม่ มันเป็นสิ่งที่ผมเข้าใจตัวเองอยู่แล้ว แต่นพลักษณ์อาจทำให้บางประเด็นชัดขึ้นหรือคมขึ้นเช่นเห็นในกิเลสหลัก หรือความอ่อนแอของตัวเองชัดขึ้น มันทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
          “ความไม่มีวินัย” จุดอ่อนหลักของผม
               หมอธนา: ผมเป็นคนค่อนข้างสนใจเรื่องต่างๆ เยอะ นั่นก็สนใจ นี่ก็สนใจ จนไม่มีเวลาทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดให้สำเร็จ แล้วก็ไปสนใจเรื่องอื่นต่อไปเรื่อยๆ มันซนเหมือนเด็ก มันรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าทำ แต่ว่าไม่มีความอดทนพอที่จะทำให้สำเร็จ จะวอกแวกเก่ง แต่จริงๆ แล้วต้องการให้คนอื่นมาคอนโทรลตัวเอง แล้วงานมันก็จะเสร็จ แต่ต้องคอนโทรลแบบเข้าใจ และไม่ว่า ถ้ามาบอกว่าทำไมหมอเหลวไหล ไม่รับผิดชอบ ก็จะโกรธ
          จะทำอย่างไรกับนพลักษณ์ ๗ ที่เบื่อง่าย
               ฐิติมา: คิดว่าน่าจะสร้างฉันทะในเรื่องนั้นๆ ขึ้นมา คือมีความใฝ่รู้แล้วเราก็จะค่อยๆ เพียร
               หมอธนา: นี่เป็นคำตอบของคนลักษณ์ ๕ ชัดเลย นี่เป็นการใช้กิเลสของคนลักษณ์ ๕ เป็นเรื่องของความใฝ่รู้ อยากรู้ในเรื่องใด แล้วก็ค่อยๆ เพียร แต่โดยลักษณะของคนลักษณ์ ๗ จะเป็นคนไม่ชอบอุปสรรค คือถ้าอะไรที่มันยากขึ้นหรือลำบากขึ้น ไม่สนุกสนาน ไม่มีความใหม่ มันจะไม่อดทน ฉะนั้นมันคงต้องเข้าใจตนเองและมองให้เห็น คือถ้าเมื่อไหร่เราเข้าใจและเห็นว่าการบริโภคมากๆ มันไม่เป็นสาระ เราก็จะไม่รู้สึกกระวนกระวายที่จะต้องบริโภค บริโภคของคน ๗ ในที่นี้คือ บริโภคเชิงความคิดหรือบริโภคความตื่นเต้น สนุกสนาน ความแปลกใหม่ที่กระตุ้นเร้าความสนใจ ถ้าเรารู้สึกว่าการเสพสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตเรา ไม่ได้พัฒนาชีวิตเราจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมันเราก็จะหยุดได้ การเผชิญกับอุปสรรคจะทำให้เขาเติบโตขึ้น
          การสร้างความเข้าใจด้วยการมองมุมกลับระหว่างลักษณ์ ๗ กับลักษณ์ ๑
               หมอธนา: ก็อย่างที่จริงบอกมา มันทำให้เราใจกว้างขึ้น เพราะเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ถ้าผมร่วมงานกับคนลัษณ์ ๑ ผมคงจะหงุดหงิดเขา เพราะเขาไม่ยืดหยุ่น ตายตัว อยู่ในกรอบ เขาจะติดกับมาตรฐานเดิมของตัวเอง แต่หากผมลองไปนั่งมองในมุมของคนลักษณ์ ๑ ผมอาจจะรำคาญคน ๗ ได้เหมือนกัน เพราะของเก่ามันยังไม่ดีเลย มันจะไปทำอะไรใหม่อีกแล้ว มันทำไม่เสร็จสักอย่าง แล้วก็คิดอะไรออกมาอีกแล้ว น่าเวียนหัว ถ้าผมเป็นคน ๑ ผมคงรู้สึกว่าคน ๗ น่ารำคาญ
          ระเบียบ ความถูกต้องเป็นแก่นของคนลักษณ์ ๑ แล้วเขาจะแหวกกฎได้อย่างไร
               สมพร: คิดว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ ๑ แต่หลายครั้งก็แหกกฎ อธิบายได้อย่างไร
               หมอธนา: ที่บอกว่าคน ๑ แหกกฎนั้น เพราะว่าเขาไม่ใช่ compliance ไม่ใช่คนตาม คนลักษณ์ ๑ เขาจะเหมือนกับมีค่านิยมบางอย่างที่เขาคิดว่าถูก กฎนี้คือกฎภายใน ไม่ใช่กฎภายนอก ถ้าเขาคิดว่ากฎภายนอกนี้งี่เง่า เขาก็ไม่ทำตาม แต่เขามีกฎที่แน่นอนที่เขาคิดว่านี้คือศีลธรรมสูงสุด มันเป็นมาตรฐานที่มีเหตุผลเชิงศีลธรรม ไม่ใช่มาตรฐานที่ตั้งขึ้นเอง หัวใจของคน ๑ เป็นเรื่องของหลักการ มันต้องถูกต้องตามหลักการ ซึ่งเขามีเหตุผลให้ตัวเอง คน ๑ จะเชื่อตามเหตุผลของเขาจริงๆ นะ แต่ถ้าเป็นผม ผมรู้ว่าผมหาเหตุผลแก้ตัวเพราะผมต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน มันจึงต้องพูดให้ดูดี แต่ผมไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ผมพูดนะ ผมรู้ว่าผมกะล่อนไปอย่างนั้น
          รู้ลักษณ์แล้วอย่างไรต่อ
               ฐิติมา: เราอาจมีนิสัยความเคยชิน วิธีคิด วิธีปฏิบัติ และแบบแผนอยู่ชุดหนึ่งที่เราคุ้นเคย และใช้แก้ปัญหา การรู้ว่าตัวเราเป็นอย่างไรน่าจะนำไปสู่การแก้ไขได้ตรงจุด และหากเราได้เห็นข้อดีในเรื่องแต่ละเรื่องของคนแต่ละลัษณ์ เราก็อาจหยิบยืมข้อดีนั้นมาใช้บ้าง และพยายามออกมาจากความคุ้นเคยเดิมๆ ของตนเอง และการแก้ปัญหาก็ต้องพยายามหามุมมองใหม่ๆ
          ในอีกแง่มุมหนึ่ง ศาสนาก็เหมือนจิตวิทยา แต่เป็นจิตวิทยาอย่างละเอียด
               หมอธนา: ถ้าพูดถึงว่าจิตวิทยาคือศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตใจ ผมคิดว่าศาสนาก็เป็นจิตวิทยา เพราะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตใจ อะไรทั้งหมดก็คือการเข้าใจตนเอง เพื่อจะแก้ไขตนเอง ทำตังเองให้มีความสุขขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น พัฒนาขึ้น การถามว่ารู้ลักษณ์แล้วอย่างไรต่อก็เหมือนถามว่ารู้ปัญหาและนำไปทำอะไร บางคนอาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่การรู้ปัญหาก็เพื่อทำให้ดีขึ้น การมองเห็นปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไข ถ้าเราไม่เคยมองเห็นปัญหาเลย หรือไม่เคยรู้สึกว่าจุดนี้เป็นปัญหา เราก็คงไม่รู้สึกว่าอยากแก้
          เหตุใดยังต้องมีนพลักษณ์อีก พุทธศาสนาอย่างเดียวไม่เพียงพอหรือ
               ฐิติมา: หมอคิดว่าจิตวิทยากับศาสนายังไม่เพียงพอที่จะใช้พัฒนาตัวเองหรือ เพราะบ่อยครั้งคนที่เข้าร่วมอบรมมักจะถามว่า พุทธศาสนาก็ตอบคำถามในชีวิตได้แล้ว ยังต้องมีนพลักษณ์อีกหรือ นพลักษณ์เข้ามาเสริมตรงจุดไหน
               หมอธนา: นพลักษณ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ กัน คือนพลักษณ์จะเกี่ยวข้องกับชีวิตคนมากกว่า มีรูปธรรมของชีวิตคน และมีแง่มุมที่ช่วยให้คนมองเห็นและเข้าใจได้ ถามว่าทำไมพระพุทธเจ้าต้องเล่านิทาน ทำไมต้องมีชาดก สอนเรื่องธรรมะอย่างเดียวไม่ได้หรือ จริงๆ แล้วก็ได้ แต่อาจจะยากสำหรับบางคน เพราะถึงที่สุดแล้วก็คือพระธรรม คือเราต้องมีสติ เราต้องจับกิเลสทุกตัวอยู้แล้ว แต่นพลักษณ์จะช่วยให้เราเห็นจุดอ่อนที่สำคัญ และเพ่งความสนใจเพื่อแก้ไขตรงนั้น ซึ่งเป็นกิเลสตัวหลักของเรา ทำให้เราระวังกับมันเป็นพิเศษ แต่จริงๆ แล้วถ้าสติดีก็ทำให้เรารู้ตัวอยู่แล้ว
          นพลักษณ์มองคนในแง่ร้าย จริงหรือ?
               หมอธนา: ผมรู้สึกว่านพลักษณ์มองคนในแง่ดี มองคนที่เป็นคนปรกติ ไม่ได้เริ่มมองจากความผิดปกติซึ่งผมรู้สึกว่ามีความสมดุล แต่ก็คิดว่านพลักษณ์ยังมีจุดอ่อนอยู่คือ ใน ๙ ลักษณ์ยังมีบางอย่างอธิบายไม่ชัดเจน เช่นอันธพาล มีลักษณ์ไหนที่มีแนวโน้มเป็นอัธพาลไหม แต่ที่จริงคนอันธพาลน่าจะมีอยู่ในทุกลักษณ์
          ข้อควรระวังการเรียนรู้สำหรับนพลักษณ์
               หมอธนา: อย่าทำให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของนพลักษณ์ ต้องใช้มันเป็นเครื่องมือ อย่าเชื่อฟังมันจนมากเกินไป อย่าคิดว่ามันถูกหรือไม่ถุก มันเป็นเพียงสิ่งสมมุติหนึ่ง สิ่งที่จริงคือตัวเรา ถ้าบางอย่างในตัวเราขัดแย้งก็ต้องขัด ซึ่งก็ต้องถามว่าขัดเพราะอะไร ยอมรับไม่ได้หรือเปล่า เราต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง อย่างมงาย มีวิจารณญาณ ต้องใช้นพลักษณ์อย่างมีสติ อย่าหลงมัวเมา
              นพลักษณ์ยังคงเป็นอีกศาสตร์หรืออีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเปิดประตูกิเลสและค้นหาจุดอ่อนในตัวเรา ให้เราได้เข้าไปสัมผัสและยอมรับอย่างเข้าใจ นพลักษณ์ช่วยให้เราตื่น รู้ตัว และมีสติ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับพุทธศาสนา แม้ว่าศาสตร์นี้จะช่วยไขความสับสนและปัญหามากมายที่เราหาคำตอบไม่ได้ นพลักษณ์ก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น สิ่งที่เป็นจริงคือตัวเรา อย่าให้เราถูกตีกรอบหรือถูกกำหนดความเป็นตัวเราจากนพลักษณ์



                                         สัมภาษณ์ โดย คุณฐิติมา คุณติรานนท์ และคุณสมพร สมบูรณ์ศิริพันธุ์



Download
จำนวนผู้เข้าชม 000265