บทความเกี่ยวกับนพลักษณ์



มองทักษิณ ชินวัตร ในมุมของ “เอ็นเนียแกรม”


               ผู้ที่เคยเห็นภาพน้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงสั่นเครือต่อหน้าสาธารณชนของคุณทักษิณ ชินวัตร มาก่อนหน้านี้แล้ว คงไม่นึกแปลกประหลาดอะไรที่จะเห็นภาพนี้ซ้ำอีกในคืนวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะที่เขาประกาศไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้
               ภาพน้ำตาคลอเบ้าครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีคดีซุกหุ้นครั้งแรก ที่เขาเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจเพื่อให้โอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรี วาทะที่ใช้เสริมเหตุการณ์ครั้งนั้นคือ “บกพร่องโดยสุจริต” ภาพน้ำตาคลอเบ้าครั้งที่สองเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับกรณีข้อสอบเข้าจุฬาฯ รั่วซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาระดับสูงของไทย และเป็นที่เชื่อกันว่าเกี่ยวพันกับลูกสาวคนเล็กของเขา คุณทักษิณออกมาพูดว่า ลูกสาวถูกกลั่นแกล้งเพราะการเมืองพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง
               ดูเหมือนว่าคุณทักษิณเองจะจำได้ว่า ตนเล่นบทนี้มา 2 ครั้งแล้ว เพื่อไม่ให้เฝือ ครั้งนี้ จึงต้องมีความแตกต่างบ้าง จึงเป็นที่มาของการแสดงแบบหมู่คณะ ไม่ใช่เดี่ยวไมโครโฟนเหมือนครั้งก่อนๆ เราจึงได้เห็นภาพน้ำตาร่วง น้ำเสียงเศร้าของทั้งนักแสดงเอกและตัวประกอบคนสำคัญหลายคน มีการเข้าสวมกอด จับมือ ปลอบใจ สร้างบรรยากาศสุดแสนเศร้า ซึ้งและกัดกินใจจนผู้ชมที่เป็นแฟนพันธุ์แท้หลายคนอดไม่ได้ที่จะมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมจนต้องหลั่งน้ำตาไปด้วย
               ความสามารถในการแสดงระดับตุ๊กตาทองนี้เอง เป็นเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่ง (ในหลายเหตุผล) ที่ยังมีคนเทิดทูนบูชาคุณทักษิณ เหมือนดังเทพเจ้าผู้มาโปรด คนเหล่านี้หลายคนติดตามชมการแสดงของเขามาตั้งแต่ทักษิณภาคหนึ่ง แน่นอนว่า เขาไม่ได้เก่งแค่บทน้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงสั่นเครือนี้เท่านั้น ขึ้นชื่อว่านักแสดงตุ๊กตาทองแล้ว ย่อมต้องแสดงได้ดีทุกบท
               ตาดูดาว เท้าติดดิน บอกเล่าชีวิตของนักต่อสู้ชีวิตที่เริ่มต้นจากคนธรรมดา ประสบความล้มเหลวหลายครั้ง จนในที่สุด ด้วยความอุตสาหะก็ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตติดดินแบบคนธรรมดา เป็นกำลังใจ เป็นแบบอย่างกับหลายคนในการต่อสู้กับความยากลำบากในชีวิต
               บางที ภาพที่ประทับใจผู้ชมมากที่สุดคือ บทของนักธุรกิจผู้มีวิสัยทัศน์ มีความเก่งกาจ กล้าคิดกล้าตัดสินใจและฉลาดหลักแหลม จนสามารถร่ำรวยมีเงินเป็นหมื่นๆ ล้านช่วงเวลาไม่กี่ปี ผู้ชมเกือบทั้งประเทศในตอนนั้นจึงมีความหวังว่าถ้าให้เขามาบริหารบ้านเมือง ก็ย่อมนำมาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองได้เช่นกัน โดยไม่ได้ไปสนใจค้นหาความจริงหลังฉากเพราะต้องมนต์สะกด “ผมรวยแล้วไม่โกง”
               ยังมีบทบาทอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เขาสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนกลุ่มต่างๆ เช่น ภาพแรกๆ ของการลงมานั่งกินข้าวกับชาวสมัชชาคนจนอย่างไม่ถือตัว ภาพของคนที่มีให้ความสำคัญกับครอบครัวเหมือนเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ที่ภรรยาที่เก่งคอยเกื้อหนุน เป็นคุณพ่อที่รักและเอาใจใส่ลูก ปลูกฝังค่านิยมในการดำเนินชีวิตที่ดีให้กับลูกด้วยการให้ไปฝึกงานในร้านไก่ทอด ภาพของผู้นำประเทศที่จะก้าวมาเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ภาพของผู้ให้ความสำคัญกับการศึกษา การลงมือเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ลงมือทำอาหารเลี้ยงชาวบ้าน กินไก่โชว์กลางสนามหลวงเพื่อบอกให้คนรู้ว่า ไก่ไทยกินได้ไม่เป็นหวัดนก สาธิตการแก้ไขความจนที่อาจสามารถ ฯลฯ ลองไปเปิดหนังสือพิมพ์เก่าๆ จะเห็นว่านับไม่ถ้วนจริงๆ


               ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ คุณสบบัติด้านนี้ของคุณทักษิณจะตรงกับบุคลิกหนึ่งที่เรียกว่า “นักแสดง” ตามความรู้ทางจิตวิทยาบุคลิกภาพที่เรียกว่า "เอ็นเนียแกรม (Enneagram)
แก่นของบุคลิกภาพแบบ “นักแสดง” นี้คือการสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องมีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เช่น อาจเพียงบอกว่า “ฉันรักเธอ” “ฉันรักเธอ” ของผู้หญิงตามบุคลิกนี้กับผู้ชายที่เธอต้องการเอาชนะโดยที่เธอไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือการแสดงอารมณ์ความรู้สึกรักและผูกพันใกล้ชิดออกมาได้อย่างซาบซึ้งใจกับคนรัก โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นจริงๆ เหมือนกัน
               เอ็นเนียแกรมอธิบายว่า แก่นแท้ของนักแสดงคือ การหลอกตัวเองหรือการแยกไม่ออกระหว่างตัวตนความรู้สึกแท้จริงของตนกับภาพลักษณ์ที่แสดงออกมา บุคลิกแบบนักแสดงจะก่อตัวขึ้นจากการไม่สนใจอารมณ์ความรู้สึกแท้จริงของตน แต่ไปให้ความสำคัญกับการแสดงภาพลักษณ์เพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือเพื่อเป้าหมายความสำเร็จอื่นๆ แล้วก็เชื่อว่าภาพลักษณ์ที่ตนแสดงออกมานั้นก็คือตัวตนแท้จริงของตนเอง คนที่มีบุคลิกนี้ในระดับพัฒนาการกลางๆ จะสามารถระงับอารมณ์ความรู้สึกด้านลบของตนเองเมื่อเกิดขึ้น เช่น ความเบื่อ ความเศร้า ความผิดหวัง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน หรือภาพลักษณ์ดีๆ ที่ต้องการแสดงออกมา ในระดับพัฒนาการต่ำ พวกเขาจะไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ความรู้สึกแท้จริงของตน ชีวิตจะมีแต่การสร้างภาพ การทำงานได้อาทิตย์ละ 7 วันโดยไม่เบื่อเหงาเศร้าเซ็ง บางคนหิวก็อาจไม่ค่อยรู้สึก คนบ้างานก็จะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนบุคลิกนี้ พวกเขายึดถือเอาภาพลักษณ์ของคนทำงานหนักเป็นตัวตนแท้จริง จนไม่สามารถหยุดทำงานได้เลย
               ในระดับสุดโต่ง คนบุคลิกนักแสดงจะไม่สามารถสัมผัสถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึกผิด” เหมือนที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปเมื่อทำความผิดแล้วรู้สึกสำนึก ประเภทนี้เมื่อตอนเป็นเด็ก ถ้าทำผิดในห้องเรียนแล้วถูกครูจับได้ ก็ต้องพยายามเสแสร้งทำเป็นรู้สึกผิด เพราะไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ด้วยเหตุนี้ คำทั่วไปที่มีนัยของคุณค่าเช่น จริยธรรม จิตสำนึก หิริโอตตัปปะ ฯลฯ จึงไม่ได้สื่อความหมายอันใดกับคนที่มีบุคลิกนักแสดงแบบสุดโต่ง การไปประณามซ้ำว่า ถูกว่าอย่างนั้นแล้วยังหน้าด้าน ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่มีความรู้สึกจริงๆ
               ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของบุคลิกแบบนักแสดงคือ การไขว่คว้าความสำเร็จ ความสำเร็จนี้หมายรวมถึงการบรรลุเป้าหมาย ความร่ำรวย การมีเกียรติยศและสถานะที่สูงส่ง การไขว่คว้าความสำเร็จนี้เป็นไปได้โดยง่ายจากลักษณะนิสัยอื่นๆ เช่น ความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งในขั้นของการแปรความคิดให้เป็นการกระทำ และการจัดการสิ่งต่างๆ ให้เสร็จตามเป้าหมาย การคิดอย่างเป็นระบบด้วยเหตุด้วยผล ความสามารถในการจัดการ การเน้นผลลัพธ์มากกว่าวิธีการหรืออารมณ์ความรู้สึกของคน การควบคุมตนเองและผู้อื่น และการชอบการแข่งขันอย่างมาก เป็นต้น
               ดังนั้น เราคงจะจินตนาการได้ไม่ยากว่า นักแสดงที่มีศักยภาพในการไขว่คว้าสำเร็จและอยู่ในขั้นสุดโต่งคือ ไม่มีความรู้สึกผิดนั้น จะสามารถทำอะไรได้บ้าง ใช่แล้ว พวกเขาคือคนที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เหมือนกับที่แม็คเคียวเวอรี่เขียนไว้ใน The Prince ว่า เป้าหมายนั้นจะเป็นเหตุผลของวิธีการได้เอง ไม่เป็นเรื่องแปลกเลยสำหรับนักแสดงที่จะพูดอะไรอย่างหนึ่ง แล้วก็พูดสิ่งตรงข้ามในวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างเป็นไปเพื่อเอาชนะ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น อย่าได้แปลกใจอีกเลย ถ้าคุณจะเห็นการปรับเปลี่ยนจากภาพน้ำตาร่วง น้ำเสียงเศร้า เป็นการแสดงความก้าวร้าวดุดัน เยาะเย้ยถากถาง เย่อหยิ่งจองหอง ฯลฯ ได้ในเวลาถัดมา เพราะพวกเขาคือ “นักแสดง”
               ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ เรื่องที่นักแสดงไม่ได้เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของตนเอง แต่ไปยึดติดกับภาพลักษณ์และความสำเร็จซึ่งเป็นสิ่งนอกตัวที่ไม่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้อย่างแท้จริง เมื่อประสบความสำเร็จในขั้นที่เคยตั้งเป้าไว้แล้ว ความว่างเปล่าในตัวตนจะเป็นสิ่งที่บีบให้พวกเขาต้องตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีก แล้วก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้นอีก แล้วก็ต้องตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดจนต้องทำลายตัวเอง
               การเปลี่ยนแปลงตนเองขั้นรากฐาน (Transformation) ของชีวิตนักแสดงมักเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เช่น ปัญหาเรื่องสุขภาพ การหย่าร้างหรือความล้มเหลวในชีวิตครอบครัว การจากไปของคนสำคัญในชีวิต หรือการประสบความล้มเหลวครั้งใหญ่ในหน้าที่การงาน เป็นต้น
               สำหรับหลายคน อุบัติการณ์เหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาได้หวนกลับมาคิดถึงสิ่งสำคัญที่แท้จริงของชีวิต นั่นคือ คุณค่าทางจิตใจหรือความรู้สึกของตนเอง ซึ่งได้ถูกละเลยมาโดยตลอด และเป็นสิ่งที่ความสำเร็จ ความร่ำรวย ยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ก็มิอาจทดแทนได้ ผู้เขียนหวังว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาและความยุ่งยากที่ยังดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้นั้นจะเป็นอุบัติการณ์สำคัญที่ทำให้นักแสดงหลายคนได้ตื่นจากภวังค์แห่งมายา แล้วหันมาอยู่กับคุณค่าแท้จริงของชีวิตของตน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจะไม่ใช่กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปยังคนอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างประมาณค่ามิได้

__________________________________________________________________________________________
โดย คนสงบ ไปพเนจร
Download
จำนวนผู้เข้าชม 000277