คนหนุ่มสาวกับอุดมคติเพื่อสังคม
ข้อคิดจากชีวิตครูโกมล คีมทอง

พุทธทาสภิกขุ

--> คำนำสำนักพิมพ์

ท่านสาธุชน นักศึกษา สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย

          อาตมาได้รับคำขอร้องให้บรรยายความคิดเห็นเกี่ยวกับครูโกมล โดยกำหนดหัวข้อมาให้ว่า "คนหนุ่มสาวกับอุดมคติเพื่อสังคม" และ "ข้อคิดจากชีวิตครูโกมล" ที่จริงมันก็รวมได้สั้น ๆ ว่า "ข้อคิดจากชีวิตครูโกมลที่เป็นอุดมคติเพื่อสังคม สำหรับคนหนุ่มควรจะทราบ" อาตมาก็กำลังเป็นหวัด แต่เมื่อมองเห็นความตั้งใจแรงกล้าของท่านทั้งหลาย ก็ขอสนองความประสงค์ทั้งที่เป็นหวัดอย่างนี้

          มันไม่มีอะไรมากไปกว่าที่อาตมาจะบรรยายตามความรู้สึกที่เกิดมาจากการรู้จักคุณโกมล เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีเดียวนั้น เขาแวะมาที่นี่ทุกครั้งก่อนที่จะไปเข้าป่า มีเพื่อนสตรีมาคนหนึ่งด้วยชื่อคุณ "รัตนา" คุณโกมลก็มาคุยกับอาตมา เพื่อนสตรีนั้นก็ไปคุยกับคุณเฉิน หงส์สนันทน์อุบาสิกาแก่ ๆ ที่ทางเขตอุบาสิกาโน้น แล้วอาตมาก็คุยกับคุณเฉินว่ามันยังไงกันที่จะเข้าไปแสดงบทบาทในป่าอย่างนี้ สารภาพตรง ๆ ว่าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เป็นห่วงว่าจะเป็นอันตราย แต่เมื่อมองในแง่ที่ว่า โอ๊ย! ช้างมันไม่มีใครฉุดให้หยุดได้ ที่หยุดมันไม่มี ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ก็เลยไม่ได้แสดงความคิดเห็นในทางที่จะคัดค้านอย่างไร ได้แต่พูดไปตามประสาคนแก่ที่ไม่รู้อะไรมากมายว่า ระวัง ๆ เท่านั้นแหละ ระวังให้ดี ๆ ระวังให้สุขุม ให้รอบคอบ คุณโกมลได้แวะมาที่นี่ไม่น้อยกว่า ๔ - ๕ ครั้ง แม้ประเดี๋ยวประด๋าวก็อุตส่าห์แวะมาก่อนที่จะเข้าไปในป่า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันมากไปกว่าอย่างนี้แหละ

          ในที่สุดก็ได้รับข่าวที่เป็นในทางตรงกันข้ามว่า ถูกฆาตกรรมก็เป็นอันว่าเรื่องมันก็จบ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ความรู้สึกบางอย่างมันยังมีเหลืออยู่ ที่ว่าเมื่อใดต้องพูด ก็เห็นว่าควรจะเอามาพูดกับท่านทั้งหลายที่ต้องการจะให้พูด หรือที่กำหนดหัวข้อมาให้อย่างนี้ ก็จะพูดไปตามความรู้สึก ผิดถูกอย่างไรไม่ต้องรับผิดชอบทั้งนั้น ไปดูเอาเองก็แล้วกัน แต่ว่าตั้งใจจะพูดในแง่ที่รู้สึกโดยแท้จริงและจะเป็นประโยชน์ได้ สำหรับผู้ที่สนใจที่จะรับช่วงกิจการงานนี้ต่อไป

          การบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยการเสียสละความสุข แม้กระทั่งชีวิตก็ต้องเสียสละอย่างนี้ เป็นอุดมคติของ "โพธิสัตว์" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายมหายาน ที่นิยมเรียกกันว่า "อุดมคติของโพธิสัตว์" (Bodhisattava Ideal) ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นแม้แต่ชีวิตของตัว แต่แล้วก็สังเกตเห็นอยู่ว่า คุณโกมลมีอุดมคติของโพธิสัตว์เต็มที่ในส่วนที่เป็นวิชาความรู้และความเสียสละ แต่ยังขาดอุดมคติของโพธิสัตว์อีกอย่างหนึ่งก็คือ "ความถูกต้องตามกาลเทศะ" ที่ที่จะไปพูด เวลาที่จะไปพูด มันถูกต้องเพียงพอหรือเปล่า ข้อนี้รู้สึกว่าชอบกล การที่เข้าไปพูดในป่า ไปพูดกับคนในป่าในเขา ไปทำงานกับคนที่ยังล้าหลังด้วยอุดมคติที่สูงเกินไป มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ จะมาตั้งต้นสอน ก ข ก กา กับคนเหล่านั้น มันก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จ ในที่สุดผลก็ออกมาเป็นความตาย

          ทีแรกเราก็ได้รับข่าวที่ไม่แน่นอนว่า ฆาตกรรมอันนี้กระทำโดยคนอันธพาลอยู่ในป่า หรือกระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง คือน้ำเสียงที่เล่าลือนั้นมีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเขาก็มีความสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมือง พูดตรง ๆ ก็คือ เขาสงสัยว่าคุณโกมลจะเล่นซื่อหรือไม่ซื่อ จะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ ก็มีเสียงพูดกันอยู่อย่างนี้ว่า จากคนในป่าหรืออันธพาลเหล่านั้น หรือว่าจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ข้อนี้มันจะโทษใครก็ไม่ได้เพราะว่ามันมีอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น มันมีข้อเท็จจริงอย่างนั้น มันก็เป็นไปอย่างนั้น จนเดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ว่า ใครเป็นคนประกอบกรรมอันเลวร้ายนี้ อาตมามองเห็นในอีกทางหนึ่งว่า พระโพธิสัตว์นั้นยังขาดความรู้หรือปัญญาในเรื่องกาลเทศะ หรือแผนการ หรือวิธีที่จะกระทำ ความไม่ปลอดภัยจึงเกิดขึ้น นี่แหละเป็นเรื่องที่ว่า เราจะรับเอาตัวอย่างอันนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

          ขอแถมสักนิดหนึ่งว่า เท่าที่สังเกตมา ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ไม่ได้ยินดีต้อนรับนักศึกษาหญิงชายที่ชักชวนกันไปทำการพัฒนาประชาชน เมื่อมีโอกาสว่าง เช่น ปิดเทอมหรืออะไรก็ตาม เขาไม่เลื่อมใส เขามองเห็นในแง่ที่ว่าน่าสงสัยว่า ทำไมต้องไปกันทั้งหญิงชาย และก็เป็นไปในลักษณะสนุกสนาน มองไปในแง่ว่าทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงเสียมากกว่าจะเป็นบุญกุศลโดยแท้จริง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกอาตมาว่า "สิ่งที่มาสอนนี่ผมรู้ดีกว่า" อย่างนี้ก็มี มันไม่สำเร็จประโยชน์ถึงขนาดนั้น ความจริงจังในหน้าที่การงานนั้นสำคัญ แต่ไม่ค่อยได้เน้น ไปเน้นในแง่วิชาความรู้ที่บางอย่างมันก็เฟ้อ มันอยู่เหนือความจำเป็นหรือนอกความจำเป็นที่จะไปรู้ นี่ก็เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ควรจะตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยเหมือนกัน

          พวกนักศึกษาเหล่านั้นกระทำเหมือนอย่างแฟชั่น ๆ อันหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่บุญกุศลที่แท้จริง แต่ก็ได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ก็เลิกรากันไปแล้ว ควรจะได้จดจำไว้เป็นคติ นิทัศน์ อุทาหรณ์ ว่าควรจะทำกันอย่างไรต่อไปในอนาคต

          การให้ความรู้เป็นทานนั้น พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่าเป็นยอดทาน สูงสุดของการให้ทาน คือการให้ความรู้ และยิ่งมีการเสียสละแม้แต่ชีวิตก็สละได้ อย่างนี้ก็ยิ่งยอดต่อไปอีกทางหนึ่ง นี้เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่ามันจะต้องได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่ถ้ามันได้รับผลตอบแทนในทางตรงกันข้าม คือมันต้องเสียชีวิตไปอย่างนี้ มันก็ยังมีส่วนที่ต้องสอบสวนว่า มันเป็นความบกพร่องของอะไร หรือถ้าจะทำให้มีประโยชน์มีผลดีต่อไปในอนาคตนั้น มันควรจะทำอย่างไรนั่นแหละมากกว่า คนที่อยู่ข้างหลังที่ตั้งใจจะสนองงานอันนี้ต่อไป ก็โปรดสังเกตดู พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า การให้ความรู้นั้นมันยอดสุด การเสียสละในรูปแบบของอุดมคติโพธิสัตว์มันก็สูงสุด แต่ทำไมมันยังไม่ประสบความสำเร็จ มันมีการต่อสู้ มันยังไม่สำเร็จ พูดง่าย ๆ ว่ามันยังไม่ชนะ ดังนั้นมันต้องมีข้อผิดพลาด ไม่ตรงตามจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งหลบซ่อนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา มันก็ต้อใคร่ครวญพินิจพิจารณากันเสียใหม่ให้ดีเพื่อมันจะถูกต้องยิ่งขึ้น

          อาตมาอยากจะพูดเป็นเรื่องแรกก็คือ คำว่า "โกมลคีมทอง" ซึ่งเป็นชื่อของมูลนิธิ เมื่อถือเอาตามอุดมคติอันนี้ได้มันก็วิเศษ ประเสริฐ คำว่า "โกมล" หรือ "กมล" ภาษาบาลีหมายถึงสิ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกบัวที่ตูมยังไม่บาน มันแหลมข้างหนึ่ง มันมนข้างหนึ่ง มันเหมือนร่างกายกับหัวใจ จึงเอามาใช้เป็นชื่อของหัวใจก็ได้ เรียกว่า "โกมล" ความหมายในทางวัตถุหรือภาษาคน มันคือสิ่งที่มีรูปร่างอย่างนั้น แต่ความหมายในทางภาษาธรรม หมายถึงสติปัญญาอันสูงสุด

          ทีนี้ "คีมทอง" ก็เป็นคำที่มีความหมายดีมาก มันจะโดยบังเอิญหรืออย่างไรก็สุดแท้ "คีม" ตามที่รู้กันโดยทั่ว ๆ ไป มันก็คือหนีบหรือตัด และมันทำด้วยทอง มันก็ต้องชั้นดีชั้นวิเศษ แม้ว่าเหล็กจะเป็นสิ่งที่แข็งกว่า แต่ก็เป็นสิ่งที่โน้มน้าวไปได้ตามความประสงค์ของเงินและทองซึ่งอ่อนกว่า แม้จะแข็งอย่างเหล็ก เงินมันก็ยังง้างไปได้แม้ว่ามันอ่อนกว่า แล้วทองก็ง้างไปได้ยิ่งกว่านั้นอีก ต่อให้มันแข็งเหมือนกับเพชร แข็งที่สุดไม่มีอะไรแข็งเท่า เงินหรือทองที่อ่อนกว่ามันน้อมไปได้ตามที่ต้องการถ้ารู้จักใช้ เพราะฉะนั้น คำว่า "คีมทอง" จึงมีความหมายดีที่สุด ที่ว่ามันจะน้อมไปได้แม้สิ่งที่แข็งกว่า คือมันถูกตามความประสงค์ หรือวัตถุที่ควรจะประสงค์ให้มีความฉลาด สามารถ ตามความหมายของคำว่า "โกมล" หรือ "กมล" มันก็ยิ่งวิเศษสูงสุด "คีมทอง" ที่ฉลาดสูงสุด มันจะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตามใจ แต่ว่าคำนี้มีความหมายดีที่สุดและรักษาไว้ได้ด้วยอุดมคติอันนั้น และมันจะแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าปัญหาอะไร

          เดี๋ยวนี้เรากำลังนิยมอุดมคติ "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง" ก้องกันอยู่ในประเทศ แต่ดูยังจะไม่ค่อยรู้ความหมายกันนัก "แผ่นดินทอง" มันต้องสูงสุด ไม่ใช่เรื่องปากเรื่องท้อง "แผ่นดินธรรม" มันไม่ใช่เพียงมีความถูกต้องเรื่องปากเรื่องท้อง แต่ว่ามันก็จะต้องมาจากแผ่นดินไทที่มีอิสระ ไม่เป็นขี้ข้า ไม่เป็นทาสของกิเลส แผ่นดินไทคือมีจิตใจเป็น "ไท" มันก็สามารถพัฒนาด้วยแผ่นดินธรรม ความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันก็มีผลออกมาเป็น "แผ่นดินทอง" อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ไม่ใช่เพียงแต่มีเงินทองใช้ไปตามความสนุกสนานของกิเลสแบบนั้น อย่างนั้นเป็นทองแดง ทองเหลืองไม่ใช่ทองคำ ถ้ามันเป็นทองคำต้องเป็นทองแท้ที่มีค่าสูงสุด นี่จึงจะเป็นเรื่องที่น่าพอใจ หรือยึดถือไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้

          สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทองก็กำลังขวนขวายอยู่ เพื่อสิ่งที่เป็นอุดมคติหรือว่าจะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ มันก็ถูกต้อง แต่ขอให้ใช้ความหมายของคำว่า "ทอง" ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง ทางกามารมณ์ ทางความฟุ้งเฟ้ออะไรอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทอง ถ้าทองก็ทองเหลือง ทองแดง มันใช้ไม่ได้ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง นำมาซึ่งความสงบ ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย ให้มันเป็นทองแดงได้แท้จริง สามารถจะขจัดปัญหาต่าง ๆ ได้ ความหมายของคำว่า "คีม" นั้นคือตัดขาดออกไป และมันก็ถูกต้อง ถูกต้องแล้วมันก็แก้ปัญหาได้ คำว่า "ถูกต้อง" นี้มันต้องปลอดภัยด้วย ถ้าไม่ปลอดภัยก็ยังไม่เรียกว่าถูกต้อง แม้จะเป็นการเสียสละชีวิต ก็ยังมีความไม่ถูกต้องอยู่ครึ่งหนึ่งที่ทำให้ต้องสูญเสียชีวิต แม้ว่าจะได้รับความยกย่องบูชาในการสูญเสียนี้ก็ไม่เป็นไร นี้ก็เรียกว่ายังเหลือปัญหาอยู่สำหรับจะต้องแก้ไขต่อไปในลักษณะที่ว่าไม่ต้องเสียชีวิต คือ ต้องมีความฉลาดในส่วนนั้นของโพธิสัตว์ มีความรู้ที่ถูกต้อง เสียสละสุดยอด และมีความถูกต้องที่จะปลอดภัยและสำเร็จไปตามความมุ่งหมายนั้นได้โดยแท้จริง

          อาตมาเห็นว่านี่เป็นข้อคิดจากชีวิตของครูโกมล สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง ก็ได้ขวนขวายอยู่หลาย ๆ ด้านในการต่อสู้ ขอนำมาวินิจฉัยวิพากษ์วิจารณ์กันสักเล็กน้อยประกอบเรื่อง ให้เป็นที่เข้าใจและลุล่วงไปด้วยดี

          ปรากฏว่าประชาชนทำลายต้นน้ำลำธาร มีความโง่ เห็นแก่ประโยชน์ทางหนึ่งแล้วสูญเสียประโยชน์อันใหญ่หลวง อันความวินาศนั้นก็ไม่เห็น จึงต้องบอกให้เขาเข้าใจ ให้มองเห็นสิ่งที่มันมีค่ามากน้อยสูงต่ำอย่างไร ทำไมมันจึงไม่สำเร็จ เพราะประชาชนเหล่านั้นยังเห็นแก่ตัวมากกว่าความถูกต้อง มันไม่โกมล มันไม่ถูกต้อง ประชาชนยังมองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว จึงทำลายต้นน้ำลำธาร มันมีความหมายอย่างไร จะต้องจับใจความสำคัญให้ได้ว่ามันมีมูลมาจากความเห็นแก่ตัว ถ้าจะแก้ไขข้อนี้มันก็ต้องแก้ไขที่ความเห็นแก่ตัวของคนที่ไม่มีความรู้เหล่านั้น ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัวไม่ทำอย่างนั้น ปัญหามันก็ไม่มี นี่เขาก็หลับหูหลับตาเห็นแก่ตัว ทำสิ่งที่จะเป็นผลร้ายแก่ตัวยิ่งไปกว่าเดิม ประชาชนทำลายป่าไม้ก็ด้วยความโง่ โดยไม่มีความรู้สึกตัว เพราะไม่มีความรู้ ถ้าเรามีความรู้ เราก็ช่วยบอกให้เขารู้ตามที่เป็นจริงว่า การทำอย่างนั้น มันเป็นการเชือดคอตัวเองให้ตาย เพราะป่าไม้ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ คือสิ่งที่ช่วยจัดให้โลกมีความถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตจะอาศัยอยู่ในโลกได้ ต้นไม้ทั้งหลายช่วยจัดให้โลกมีความถูกต้องโดยเฉพาะ ทางอากาศ ทางการหายใจ มันมีความถูกต้องอย่างนั้น สัตว์มันจึงเกิดขึ้นมาในโลก ถ้าไปทำลายต้นไม้ทั้งหลายในโลก มันก็เกิดความผิดพลาดขึ้น คือความไม่เหมาะสม ที่ว่าโลกนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ อย่างที่เขารู้กันอยู่ เขาก็ประชาสัมพันธ์กันอยู่ เพื่อจะให้รับรู้ไปถึงคนโง่เหล่านั้น ว่าแสงที่ไม่พึงปรารถนาจากดวงอาทิตย์มันจะเข้ามาในโลกมากเกินไปจนอยู่ไม่ได้ หรือว่าอากาศที่จำเป็นแก่ชีวิตเช่นออกซิเจน มันก็ผิดพลาดไปหมด ไม่เหลือไว้ให้อยู่อาศัย มันก็จะต้องตาย เพราะไปทำลายต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่จัดให้โลกนี้มีบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต กลายเป็นบรรยากาศที่ไม่เหมาะสมของสิ่งที่มีชีวิต มันก็ต้องตาย ดังนั้นการทำลายป่า มันก็คือการเชือดคอตัวเองอย่างนี้เป็นต้น ทำไมเขาจึงทำ ก็เพราะเห็นแก่ตัว ดูให้ชัด ๆ มันเห็นแก่ตัวเกินไป หลับหูหลับตาเห็นแก่ตัวเกินไป จนไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม

          เรื่องที่สามก็เป็นเรื่องที่อยากจะพูดไว้ด้วยเหมือนกัน คือเรื่องสนับสนุนการเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพร คือพืชพรรณทั้งหลายที่แก้โรคได้ ธรรมชาติสร้างมาให้เสร็จ มีพืชพรรณที่จะกำจัดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเพียงพอสำหรับมนุษย์จะอยู่รอด แม้ว่าธรรมชาติจะจัดมาให้เสร็จ แต่ถ้ามนุษย์ไม่รู้ มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนั้นจะต้องรู้เรื่องสมุนไพรว่าจะใช้กันอย่างไร ตามธรรมชาติมันก็ใช้กันตามธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มันเจริญทางวิชาการบางอย่างบางแขนงสูงสุด นี่ก็คือทำดีเกินกว่าที่ธรรมชาติต้องการทำเรื่องสมุนไพรให้กลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องประดิษฐกรรมแขนงไหนไปก็ไม่รู้ สูญเสียความเป็นสมุนไพรที่ได้ใช้พืชพรรณเหล่านั้นกำจัดโรคโดยตรง ถูกตรงตามที่ธรรมชาติต้องการ จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นมามากมาย ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัวเหมือนกันจึงใช้ยาสมัยใหม่ซึ่งมันไม่ขม กินไม่ยาก กินง่าย แต่แล้วมันก็มีโทษ มีความผิดพลาดแฝงอยู่ไว้โดยไม่รู้สึกตัว

          อาตมาก็สนใจเรื่องนี้มากเหมือนกัน เพราะว่าเมื่อออกมาอยู่ป่า มันก็อยู่ไกลจากวิชาความรู้ของบ้านของเมือง มันก็ต้องหันมาสนใจเรื่องสมุนไพรในป่า ว่าเราจะใช้ประโยชน์มันได้อย่างไรบ้าง ในที่สุดก็พบข้อที่ว่าเรามันละห่างจากกฎเกณฑ์ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ให้เกี่ยวกับสมุนไพร เมื่อมนุษย์ยังไม่เจริญ ก็ได้เอาสมุนไพรนั้นโดยตรงมากินเข้าไป ต้มแล้วกินเข้าไปอย่างง่าย ๆ ก็กินเข้าไปเท่านั้นเอง สด ๆ อย่างนั้น แล้วมันก็แก้โรคภัยไข้เจ็บไปตามแบบสมุนไพร แต่ว่าในการกินเข้าไปอย่างนั้น มันมีปฏิกิริยา คือมันกินยาก มันเหม็น บางทีมันทำให้อาเจียน อาเจียนเอามาก ๆ แต่แล้วโรคภัยไข้เจ็บมันก็หาย

          วันหนึ่งไปหาไม้กันในป่า คน ๆ หนึ่งไปช่วยทำงานเกิดเป็นไข้จับสั่นขึ้นมา ไม่มียาอะไรรักษา แต่ก็มีไม้ชนิดหนึ่งอยู่แถวนั้น เรียกว่า "ต้นเลี่ยน" ขมเหมือนกับควินินนั่นแหละ อาตมาออกความเห็นว่า เธอลองกินยอดของต้นนี้เข้าไปสักกำมือซิ เขาก็กินเข้าไป แล้วอาเจียนเกือบตายจึงหยุด ไข้ก็หายเลย กลับบ้านก็ไม่เจ็บไข้ต่อไป ในสมุนไพรแท้ ๆ มันมีสิ่งที่ทำความยุ่งยากลำบากอย่างนี้อยู่ด้วยเสมอไป ทีนี้ความรู้สมัยใหม่เขาสกัดมันออกไปเสียให้มันเป็นผงเขียว ๆ เป็นน้ำดำ ๆ กินเข้าไป สกัดส่วนนั้นออกไปหมด เหลือแต่อัลคาลอยด์ (Alkaloid) ล้วน ๆ ขาวเป็นผงแป้งอย่างนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าได้สกัดอะไรออกไปกี่มากน้อย

          อย่างยาควินิน ถ้าเรากินเข้าไปตามธรรมชาติ ก็จะใช้ต้มกินเข้าไป ซึ่งมันก็ยังมีส่วนขม มีส่วนกินยาก มีส่วนทำให้อาเจียน แต่มันก็มีส่วนแก้ร้อน แต่ยาควินินที่สกัดออกมาเป็นผงขาว ๆ ล้วน ๆ นี้กินเข้าไป มันไม่แก้ร้อน แม้จะทำให้ไข้หายไป มันก็หายอย่างโกลาหลวุ่นวาย คน ๆ หนึ่งที่รู้จักกัน เขาไปทำงานในป่าในดง เขาไม่มีทางอื่น เขาก็ใช้ยาควินินนี้กินเข้าไป ๆ ออกมาหูหนวกตลอดชีวิตเลย คือมันไม่ได้มีส่วนถูกต้อง ถ้ากินยาซิงโคนาแบบต้มกินตามธรรมดา มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก แต่มันต้องทนความลำบากในเรื่องเหม็นเรื่องขมเรื่องอาเจียนอะไร อย่างที่กล่าวมาแล้ว มันสูญเสียความเป็นสมุนไพรไปเสียแล้ว เนื่องจากความรู้สมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า สกัดออกมา เหลือแต่แกนที่เป็นยาแล้วก็ด้านเดียวไม่มีอะไรครบถ้วน

          เราน่าจะกลับไปใช้วิธีเดิม แม้จะขมหน่อยก็ทนเอา เหม็นหน่อยก็ทนเอา แม้จะอาเจียนบ้างก็ทนเอา อาตมาก็เคยกินยาหม้อกินแล้วก็อาเจียน ๆ ก็หายไป สมุนไพรนี่เป็นของธรรมชาติให้มาอย่างถูกต้อง เหมาะสมคู่กันกับชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้นมีคุณสมบัติอันนี้ไม่มากก็น้อย ผู้ที่มีความรู้ดีที่เขาเรียกกันแต่โบราณกาลตามตำนานปรัมปราว่า หมอชีวกโกมารภัจ ผู้แตกฉานในยาสมุนไพร เดินไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้บอกตะโกนว่า ฉันแก้โรคอะไร เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ศึกษามาแต่เด็ก ลูบคลำมาแต่เด็ก มีความรู้เพิ่มเติมมาแต่เด็ก เพียงแต่เดินเฉียดไปเท่านั้นแหละ ก็จะรู้ว่าต้นไม้ต้นนี้จะใช้ประโยชน์รักษาอะไรได้บ้าง เพราะมันมีกลิ่น มีรส มีอะไร อย่างเราเดินเข้าไปใกล้ต้นกะเพรา ต้นโหระพา มันส่งกลิ่นออกมา กลิ่นนั้นมันบอกเราว่าจะใช้อะไรได้บ้าง เพียงแต่หมอชีวกโกมารภัจเอามือไปขยำใบแล้วมาดมดู ก็พอแล้วที่จะบอกว่าต้นไม้ต้นนี้จะแก้โรคอะไรได้บ้าง และเมื่อหนักเข้า ๆ ก็เพียงแต่เหลือบเห็นเท่านั้น มันก็พอจะรู้แล้วว่าต้นยาต้นนี้มันจะแก้อะไรได้บ้าง เรื่องของสมุนไพรมันเป็นอย่างนี้

          ทีนี้การจะมาต้มกิน บดกินเข้าไปอย่างนั้น มันก็กลายเป็นยาสมัยใหม่ มีลักษณะสำอาง กินง่าย กินอร่อย ก็ได้ผลไปทางหนึ่ง แต่ผลข้างเคียงบางอย่างไม่มีแล้ว เช่นว่ามันจะให้ความเย็น กินเข้าไปแล้วหายไข้เลย คือให้ความเย็นด้วย มันก็ไม่มี มันก็หายไข้แบบร้อน ๆ ลองไปถามหมอดูว่ากินยาควินินเข้าไปมาก ๆ แบบนั้นต้องกินยาระงับความร้อนอย่างอื่นช่วยด้วย นี่เราละทิ้งธรรมชาติไปไกลในแง่ของสมุนไพร

          ทีนี้จะแก้มือเกลือจิ้มเกลือ ย้อนกลับบ้าง เอามันมาใช้รวมกันเลย ทั้งสมุนไพรเดิมและความรู้สมัยใหม่ ขอเวลานิดหน่อย แม้ว่ามันจะเสียเวลาบ้าง แต่มันเป็นเรื่องที่น่าหัว คนโบราณถ้าเป็นบิดเขาก็ใช้หัวกระทือที่งอกอยู่ตามป่าทั่วไป ในวัดนี้ก็มี มาหมกไฟเสียก่อนแล้วฝนกับน้ำปูนใส พอกินเข้าไป ละลายยานิดหน่อยก็ได้ ไม่ละลายก็ได้ กินเข้าไปเถอะ หัวกระทือหมกไฟฝนกับน้ำปูนใสกินเข้าไปแล้วแก้บิด เราก็เคยใช้ มันก็แก้บิดได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็เอายาแก้บิดของสมัยใหม่ที่เขาไปทำขึ้นสำเร็จรูป ที่มีใช้อยู่กันในสมัยนั้นก็เรียกว่ายาโดเวิร์ส (Doverse) ซึ่งรู้จักกันทั่วโลก เอายาผงโดเวิร์สที่เป็นของสมัยใหม่แล้ว พ้นจากความเป็นสมุนไพรแล้วใส่ลงไปในน้ำหมกหัวกระทือหมกไฟตำแหลก ๆ เราไม่ฝนกับน้ำปูนใสแล้ว มันน้อยไป ตำมันเลย มันก็ได้ยาเข้มข้น ใส่ยาโดเวิร์สลงไปเม็ดสองเม็ดกิน มันหายเหมือนกับยาทิพย์เลย ก็ใช้ทั้งสมุนไพรและไม่ใช่สมุนไพร

          นี่ถ้าเรารู้จักเรื่องธรรมชาติ ชีวิตเป็นธรรมชาติ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก นี้เป็นเรื่องธรรมชาติ มันเหมาะสำหรับธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติก็ได้ให้มา แต่ความเห็นแก่ตัวและชอบของกินง่ายของอร่อยของยาสมัยใหม่ ทำให้เราไม่ชอบสมุนไพร ที่จริงยาสมัยใหม่นี่ก็เป็นสมุนไพร แต่เราไปโง่เองไปหลงเองว่ามันไม่ใช่ยาสมุนไพร ความจริงก็คือสมุนไพรนี่แหละ เพียงแต่สกัดออกไปเสียบางส่วน เอาบางส่วนเข้ามา โดยไม่เรียกว่าสมุนไพร สรุปแล้วก็คือสมุนไพรที่สกัดออกมาเพียงบางส่วนเพื่อใช้แก้โรคโดยเฉพาะ แต่มันไม่คุ้มครองอะไรต่าง ๆ ที่ควรจะได้ด้วย

          คนโบราณเวลาเป็นไข้ เขาเอาลูกสมอมาต้มแล้วเอาน้ำละลายดีเกลือกิน ถ่ายไข้ มันก็ได้ผล แต่มันกินยาก ไอ้น้ำสมอนี่มันกินยาก มันเฝื่อน มันขม มันสารพัดอย่าง แต่ถ้าใส่ใบชุดเห็ดหรือใบหนาดลงไปสักกำมือ มันก็อาจจะกินง่าย หอม และชวนกินแล้วก็ได้ผลเท่ากัน คนโบราณเขารู้ เขารู้โดยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ เขารู้ว่ายาสมุนไพรนี้ทำอย่างไร กินเข้าไปแล้วอะไรมันจะช่วยกลบกลิ่นเหม็นหรือที่ไม่ชวนกิน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดยาสมัยใหม่ โบราณเขาก็มีเหมือนกัน ไม่ต้องสมัยใหม่ เขาก็มีอะไรที่จะมาช่วยกันแก้ให้มันหมดปัญหาเรื่องนั้น แต่ความรู้นี้มันได้ถูกละเลยไปเสียแล้ว จนเด็ก ๆ มันไม่รู้จักใช้ยาสมุนไพร ใบหนาด ใบชุมเห็ด จะมีประโยชน์อะไรก็ไม่มีใครรู้ อาตมารู้ ใบหนาดหรือใบชุมเห็ดนี้ใส่ลงไปในน้ำสมอที่แสนจะขม จะเฝื่อน จะเหม็นนั้นน่ะ แล้วไปใส่ดีเกลือกินให้ถ่ายไข้ ระบายโรคนี้ มันดีขึ้น

          นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราละเลย ละทิ้งไปตามก้นฝรั่ง ไปตามก้นความเจริญแผนใหม่ในเรื่องยา จนกลายเป็นยาพิษไปโดยไม่รู้สึกตัว ยาที่ประดิษฐ์ดีเกินไป ไกลจากธรรมชาติ เช่นกินยาควินินจนหูหนวกตลอดชีวิต เป็นต้น เพราะมันไม่รู้เรื่องสมุนไพร เอาละแม้แต่เรื่องสมุนไพรก็ดี ควรจะมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ต้องบังคับอะไรกันนัก ให้รู้จักใช้ให้สำเร็จประโยชน์ บางทีก็เป็นเรื่องที่น่าสงสาร

          ความเห็นแก่ตัวเป็นต้นเหตุให้เราดัดแปลงสิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นตรงกันข้าม จนกลายเป็นโทษไปเสีย เห็นแก่ตัวทำลายต้นน้ำลำธารก็ดี เห็นแก่ตัวทำลายต้นไม้พฤกษชาติก็ดี เห็นแก่ตัวจนไม่รู้จักใช้สมุนไพรตามธรรมชาติก็ดี เหล่านี้เรียกว่าเป็นความผิดพลาด เป็นความโง่เขลา ในการทำความเข้าใจให้ถูกต้องนั้น ก็ไม่ต้องต่อสู้อะไรกันให้เป็นให้ตาย ชี้แจงกันให้เห็นตามความเป็นจริง ว่าอันนี้อันตราย อันนี้มาจากความเห็นแก่ตัว ช่วยกันให้การศึกษาที่ถูกต้อง ให้ฉลาดเต็มที่ มีความรู้เต็มที่ แล้วก็มาใช้แก้ปัญหาได้ เพราะไม่เห็นแก่ตัว ถ้าความเห็นแก่ตัวแทรกเข้ามา มันกลับกันหมด เรื่องที่ถูกต้องที่เป็นที่พึ่งได้มันกลับผิดพลาด จนเดี๋ยวนี้โลกมันจะวินาศอยู่รอมร่อ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อาตมาขอกล่าวอย่างนี้ ว่าโลกนี้มันกำลังจะวินาศอยู่รอมร่อแล้ว เพราะว่าความเห็นแก่ตัวมันเพิ่มขึ้น ๆ ควบคุมโลกไปทั้งหมด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ มันเห็นแก่ตัวกันไปตะพึด มันเห็นแก่กิเลสกันไปตะพึด ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง มันทำสิ่งที่เป็นการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และตัวเองพร้อมกันไปโดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งเจริญทางวัตถุมากขึ้นเท่าไร ความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะความเจริญทางวัตถุมันส่งเสริมความสุขสนาน ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ทางกามารมณ์ ยิ่งเห็นแก่เนื้อหนังเท่าไร มันก็ยิ่งไม่เห็นแก่ความถูกต้องหรือธรรมะ มันก็เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ๆ สัตว์เดรัจฉานเห็นแก่ตัวเท่าเดิม แต่มนุษย์เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ๆ ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่า ถ้าไปเทียบกับคนป่าสมัยดึกดำบรรพ์โน้น ที่ยังโง่ไม่รู้จักความเห็นแก่ตัว มันก็ค่อย ๆ รู้จักเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ๆ ๆ คนมาเป็นมนุษย์สมัยนี้เห็นแก่ตัว ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกี่แสนเปอร์เซ็นต์ กระทำอย่างแบบเห็นแก่ตัว

          คุณก็ดูเอาเองว่าอะไรมันเกิดขึ้นในโลกเรา ถ้าเราจะส่งเสริมความสงบสุขในโลกโดยอุดมคติของพระโพธิสัตว์ ตามรอยคุณโกมลก็ได้ ต้องส่งเสริมในเรื่องนี้ ให้ลดความเห็นแก่ตัว เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ทำลายต้นน้ำลำธาร ไม่ทำลายป่าไม้ ไม่เนรคุณสมุนไพร ไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ จะมีแต่ความถูกต้อง ๆ เต็มไปหมด และก็มีความสงบสุข

          เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัวเสียด้วย พูดถึงโทษของความเห็นแก่ตัวกันก่อน คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ มันอยากจะนอน ๆ เอาเปรียบไปทางนอน แต่ประโยชน์ก็จะเอา คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจ เอาเปรียบรอบด้าน ริษยาเพื่อนฝูงของตนโดยไม่มีเหตุผล คนเห็นแก่ตัวจะกอบโกยประโยชน์ เป็นอันธพาล ใครจะเสียประโยชน์ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าฉันจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ คนเห็นแก่ตัวมันไม่สามัคคี เรียกมาช่วยกันพัฒนานี่หน่อยนะ มันไม่มา เอ้ามาช่วยกันสร้างถนนตรงนี้หน่อยนะ มันก็ไม่มา "มึงทำสิ เสร็จแล้วกูจะเดินเอง ให้มึงได้บุญ" มันคิดอย่างนี้ คนเรามันเห็นแก่ตัว มันไม่สามัคคี ชวนมารักชาติสมัครสมานสามัคคีมันไม่เอานี่ มันจะคอยเอาแต่ประโยชน์ มันก็เห็นแก่ตัว มันก็เป็นอันธพาล ฉวยโอกาสทุกอย่างทุกประการทุกขณะ ที่จะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน แล้วมันก็สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ของมัน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น มันจึงได้ทำลายธรรมชาติ

          คนเห็นแก่ตัวมันทำลายธรรมชาติ ทำลายต้นน้ำลำธาร ทำลายป่าไม้ ทำลายธรรมชาติ แล้วมันก็สร้างมลภาวะ มลภาวะทั้งหลายที่กำลังมากขึ้นในโลกมาจากผู้เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ เมื่อมันเห็นแก่ตัวมาก มันก็ไม่ระมัดระวัง ก็จะสร้างอุบัติเหตุ ที่รถชนกันหรืออะไรก็ตามที่เป็นอุบัติเหตุนั้น มันมาจากความเห็นแก่ตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย มันจึงเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ๆ อย่างน่าใจหาย ตามรายงานของทางฝ่ายสาธารณสุขทางการแพทย์ว่า เดี๋ยวนี้คนเจ็บป่วยที่ไปเข้าโรงพยาบาล สาเหตุที่นำหน้าเลยมาจากอุบัติเหตุ นำหน้าโรคมะเร็ง นำหน้าโรคอะไรต่าง ๆ อุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเพราะคนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น อุบัติเหตุจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เรียกว่าอุบัติเหตุ

          ทีนี้คนเป็นอันธพาลฉ้อฉล ทำอันตรายเลวร้ายทุกอย่างทุกประการ เอาประโยชน์ให้แก่ตัวโดยไม่ต้องเห็นแก่ความถูกต้องจนเป็นเหตุให้ต้องสร้างเรือนจำขึ้นมา คุกตะรางสร้างขึ้นมาเพราะผู้เห็นแก่ตัว สร้างตำรวจขึ้นมามากมาย เพราะมีผู้เห็นแก่ตัว สร้างศาลยุติธรรมขึ้นมาอย่างยุ่งยากลำบากก็เพราะมันมีผู้เห็นแก่ตัว สามอย่างนี้มันก็เหลือประมาณแล้ว เรือนจำ ตำรวจ ศาลยุติธรรม มันต้องสร้างขึ้นมาในโลก เพราะมีผู้เห็นแก่ตัว ถ้าหยุดความเห็นแก่ตัวเมื่อไร สิ่งทั้งสามนี้จะไม่ต้องมีในโลก ถ้าทุกคนในโลกไม่เห็นแก่ตัว ก็เลิกคุกตะราง เลิกตำรวจ เลิกศาลได้ และที่ไกลไปกว่านั้นคือโรงพยาบาลบ้า เมื่อความเห็นแก่ตัวมันเป็นไปมากเข้า มันหลงทางก็กลายเป็นคนบ้าไป ฆ่าลูก ฆ่าเมีย ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ และฆ่าตัวเองตายตามไป อย่างนี้มันเป็นคนบ้า หรือถ้าไม่ฆ่าตัวเองตายตามไป มันก็ไปออกันอยู่ในโรงพยาบาลบ้า สร้างโรงพยาบาลบ้าเท่าไรก็ไม่พอ งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าไม่มีเงินจะสร้างโรงพยาบาลบ้ากันแล้ว ต้องคิดหาทางออกอย่างอื่น นี่เราไม่มีเงินพอที่จะสร้างคุกตะราง สร้างศาลยุติธรรมกับสร้างโรงพยาบาลบ้า ก็เป็นผลมาจากการที่มนุษย์เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ๆ

          นี่คือข้อเท็จจริงที่มันเป็นอยู่จริง ที่จะต้องช่วยกันกำจัดแก้ไข ผู้มีอุดมคติของโพธิสัตว์ทั้งหลายจงตั้งใจมุ่งหมายที่จะแก้ไขสิ่งเลวร้ายอันนี้ อย่าปล่อยให้มันมากไป ๆ พอความเห็นแก่ตัวเข้ามาเท่านั้นแหละมันกลายเป็นความผิดพลาด สูญเสียอุดมคติที่ถูกต้องไปโดยไม่ทันรู้ ครูในโรงเรียนสอนนักเรียนเกิดเห็นแก่ตัวขึ้นมาก็หมดความเป็นครู มันก็ขูดรีดนักเรียน ขูดรีดผู้ปกครองนักเรียน ไม่มีความเป็นครู กลายเป็นพ่อค้าอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ในความเป็นครู ครูก็หมดไปจากโลก ถ้าหมอเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็เป็นพ่อค้าขูดรีด ทำนาบนเลือดเนื้อของคนเจ็บคนป่วย มันก็ไม่มีหมอเหลืออยู่ในโลก หรือถ้าผู้พิพากษาตุลาการเห็นแก่ตัวขึ้นมา มันก็ทำนาบนหลังจำเลย มันก็ไม่มีผู้พิพากษาตุลาการ ถ้าพระเจ้าพระสงฆ์เห็นแก่ตัวขึ้นมา ก็จะเต็มไปด้วยอลัชชี แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร เห็นแก่ตัวที่ไหนบ่อนแตกที่นั่น เพื่อนรักกันแท้ ๆ พอเห็นแก่ตัวเข้ามา มันก็ต้องแตกกัน แยกกัน หมดความเป็นเพื่อน ผัวเมียก็ยังเคยต้องหย่ากัน

          การศึกษามันผิดพลาด เด็ก ๆ เห็นแก่ตัว วัยรุ่นเห็นแก่ตัวตามใจตัว พ่อแม่น้ำตาตก น้ำตาไหล แม่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่น้ำตาตก เพราะลูกมันเลวลง ๆ มันทำอะไรที่ไม่เห็นแก่จิตใจของพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่เป็นห่วงลูกหญิงลูกชาย อะไรก็ตามที่มันเตลิดเปิดเปิงไปด้วยความเห็นแก่ตัว นี้มันก็หาความสงบสุขไม่ได้ แล้วมันก็พร้อมที่จะเป็นมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวมันก็เป็นราษฎรประชาชนที่เห็นแก่ตัว มันก็รับจ้างเลือกผู้แทน เพราะเห็นแก่ตัว มันจะเป็นผู้แทนก็จ้างให้คนมาเลือกเพราะความเห็นแก่ตัว ลองคิดกันให้ดีว่ามันจะเป็นอย่างไร ประชาชนเห็นแก่ตัว รัฐสภาเต็มไปด้วยผู้เห็นแก่ตัว ถ้าตั้งรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร มันก็ต้องอยู่กันแบบต่อสู้กัน หน้ามืดขึ้นมา มันก็ใช้อาวุธร้ายกาจโยนใส่กัน ล้างโลกไปเลย ๆ ด้วยความเห็นแก่ตัว จนมันหน้ามืดขึ้นมา

          ความเห็นแก่ตัวมันเจริญตามความเจริญทางวัตถุ ความเจริญทางวัตถุเขาทำกันด้วยอุตสาหกรรม ๆ สร้างสิ่งยั่วยวนกิเลสขึ้นมาให้เห็นแก่ตัวเต็มไปหมด เฟ้อ เกิน เต็มไปด้วยสิ่งที่ส่งเสริมกิเลส เห็นแก่ตัวเกินไปหมด แล้วจะมีความสงบสุขที่ตรงไหน มันก็ต้องเปลี่ยนซื้อของใหม่ที่ยั่วยวนกว่าเสมอไป เรื่องกินก็ดี เครื่องนุ่งห่มก็ดี ที่อยู่อาศัยก็ดี ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บก็ดี ถ้าเต็มไปด้วยส่วนเฟ้อส่วนเกิน มีบ้านหลังเดียวไม่พอต้องมีหลายบ้าน รถยนต์คันเดียวไม่พอต้องมีหลายคัน อย่างนี้มันจะหาความสงบสุขมาจากไหน

          เพราะฉะนั้น ถ้าพระโพธิสัตว์ ผู้เสียสละชีวิตของตนเพื่อความรอดของผู้อื่นแล้ว จงช่วยกำจัดความเห็นแก่ตัว ถ้าใครอยากจะเจริญรอยคุณโกมล คีมทอง จะพยายามทุกอย่างทุกประการเพื่อจะช่วยกันกำจัดความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ หรือเป็นเรื่องของประเทศชาติของชาวโลกไปเสียเลยก็ยิ่งดี สอนเรื่องความเห็นแก่ตัวเป็นภัยอย่างไร กำจัดอย่างไร จัดการศึกษาให้ถูกต้องไปเสียตั้งแต่ระบบอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นเรื่องกำจัดความเห็นแก่ตัวทุกทิศทุกทาง จากโง่หลงมาเป็นความฉลาด เพราะเห็นแก่ตัวลึกซึ้ง มันจึงกอบโกยผลประโยชน์ของผู้อื่น จนบางพวกบางฝ่ายวินาศไป อยู่ไม่ไหว เขาก็ต้องต่อสู้เป็นธรรมดา เมื่อฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบรุกล้ำเข้ามา อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องต่อสู้ เมื่อคนยากจนก็เห็นแก่ตัว คนร่ำรวยก็เห็นแก่ตัว มันก็ต่อสู้กันไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นในโลกนี้ มันมีการต่อสู้กัน การสไตรค์การอะไรก็ตามระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หาความสงบสุขสักขี้เล็บไม่ได้ ในโลกที่มันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว

          ขอแสดงความยินดีที่ท่านทั้งหลายแสดงความสนใจในอุดมคติของคุณโกมล แต่อยากจะเจริญรอยทำตามส่งเสริมให้คนตั้งหน้าใหม่ บากหน้าใหม่ ไปสู่การทำลายความเห็นแก่ตัว ช่วยกันมีความเสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ฉลาดเท่าไรยิ่งทำลายความเห็นแก่ตัวเท่านั้น เดี๋ยวนี้ฉลาดเท่าไร มันเอาไปใช้เพื่อความเห็นแก่ตัวเท่านั้น การศึกษาในโลกมันเลวร้ายที่สุด มีแต่สอนให้ฉลาดอย่างเดียว ไม่ได้ควบคุมความฉลาด มันเอาความฉลาดไปเห็นแก่ตัว แล้วโลกนี้จะมีสันติสุข สันติภาพกันได้อย่างไร จะต้องเข้าใจข้อนี้แหละ ช่วยกันจัดการข้อนี้แหละ ก็ไม่ต้องฆ่ากันตายหรอก มันจะมีความสงบสุขได้ด้วยการทำลายศัตรูภายใน คือความเห็นแก่ตัว คนร่ำรวยก็ไม่เห็นแก่ตัว คนยากจนก็ไม่เห็นแก่ตัว มันก็อยู่กันอย่างลูกหลานที่ดี เศรษฐีใจบุญลูกหลานที่ดีอยู่กันไปได้ ถ้าเห็นแก่ตัว มันก็อยู่กันอย่างต่อสู้กัน คนร่ำรวยก็อยู่อย่างมีทุนกระดาษซับ ลูกจ้างก็อยู่แบบต่อสู้เรียกร้องที่จะทำลายนายจ้าง แล้วมันจะหาความสงบสุขกันได้อย่างไร ต้องหมดความเห็นแก่ตัวเพราะว่าเรามันมีปัญหาอย่างเดียวกัน คือ ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องเผชิญกับความทุกข์ตามธรรมชาติอยู่เสมอกัน เราก็มาเป็นเพื่อนดีกว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย กันดีกว่า และปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อน

          พวกฝรั่งก็มาที่นี่ทุกเดือน มากันเองประมาณร้อยคนทุกต้นเดือน อาตมาก็บอกเขาอย่างนี้ ทางรอดของเราก็ไม่มีอะไรนอกจากอยู่กันอย่างเพื่อน ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน ถ้าทำไม่ได้ก็บังคับให้ได้ ทำวิปัสสนาเจริญสมาธิ ตลอดจนถึงสติสัมปชัญญะ ควบคุมความเห็นแก่ตัวให้ได้ มันก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ มีคณะหนึ่งยกกองมาโดยเฉพาะจากฝรั่งเศสประมาณ ๒๐ กว่าคน เกิดปัญหาที่ว่ามันไม่มีความสงบสุขในหมู่คนเหล่านั้น ไม่เฉพาะเท่านั้นมีจำนวนมากแหละ แต่เขาก็ชวนกันมาจำนวนหนึ่งราว ๒๐ กว่าคน บอกว่ามันเต็มไปด้วยความเครียด มันไม่มีความอยู่เย็นเป็นสุขที่ไหน งานก็มีทำแยะ เป็นเจ้าของโรงแรมก็มี เป็นเจ้าของกิจการอย่างนั้นก็มี เป็นพนักงานชั้นหัวหน้า ทำงานที่มีเงินเดือนสูงแพง ๆ กันทั้งนั้น แต่ไม่รู้อย่างไร มันไม่มีความอยู่เย็นเป็นสุขแม้สักนิดเดียว มันมีแต่ความเครียด อาตมาก็อธิบายเขาอย่างนี้ว่า เรามันอยู่กันอย่างเห็นแก่ตัว มันอยู่กันอย่างลูกจ้างหรือนายจ้าง แม้มันจะอยู่อย่างผู้บังคับบัญชาหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา มันก็ยังเห็นแก่ตัวอยู่นั่นน่ะ มันก็ยังไม่อยู่กันแบบเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย

          ขอให้คุณไปพิจารณากันใหม่ว่า เราควรจะอยู่กันอย่างไร ธรรมชาติกำหนดมาให้อย่างนี้แล้ว เราควรจะอยู่กันอย่างไร เราจะอยู่กันแบบเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย รับผิดชอบร่วมกัน เป็นผู้ช่วยกันพัฒนาโลก ไม่มีใครเป็นลูกจ้างนายจ้างแก่ใคร ร่วมมือกันพัฒนาโลก เงินที่แบ่งปันให้เพื่อเป็นค่าใช้สอยให้ช่วยกันพัฒนาโลก ไม่ใช่เงินเดือน ไม่ใช่ค่าจ้าง ดังนี้แล้วมันจะเกิดความรักที่จะอยู่กันแบบเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ความเครียดมันจะลดลงไป เราอยู่กันแบบเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย มันถูกต้องตามที่ธรรมชาติกำหนดให้มา ธรรมชาติก็มีกฎของธรรมชาติเฉียบขาดที่สุด คล้ายกับระบุมาเสร็จแล้วว่า "พวกแกอยู่ร่วมกันอย่างเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย อย่าอยู่กันแบบมึงก็มึง กูก็กู นี่คือความเห็นแก่ตัว แต่แล้วมนุษย์ไม่ทำตามนั้น มาอยู่แบบมึงก็มึง กูก็กู มันก็เลยทะเลาะวิวาทกันไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็เกิดการต่อสู้กันระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน คนมีอำนาจวาสนากับคนด้อยอำนาจวาสนา เป็นคู่ต่อสู้กันไป ไม่มีความเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายกันเลย

          ถ้าถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เราก็อยู่อย่าง "สังคมนิยม" คือนิยมสังคมทั้งหมด อย่าไปนิยมบุคคลคนเดียว ที่เป็นคนเดียว ระบบ "เสรีประชาธิปไตย" น่ะ มันเปิดโอกาสให้คน ๆ เดียว ทำอะไรได้ตามพอใจ มือยาวสาวเอา อย่างนี้มันเป็นระบบหนึ่งที่มันไม่ถูกกับที่ธรรมชาติกำหนดมาให้ ธรรมชาติโดยแท้จริงกำหนดให้อยู่กันอย่างเพื่อน เป็นระบบสังคม เพราะฉะนั้น ระบบสังคมนิยมนั่นแหละถูกตามความจริงของธรรมชาติ ถูกตามความจริงของศาสนาทุกศาสนา อาตมากล้าท้าทุกท่านทั้งหลายไปเปิดดูคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกศาสนา ว่ามีลักษณะเป็นสังคมนิยมทั้งนั้น อยู่อย่างรักเพื่อนทั้งหลาย เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ไม่ใช่ตั้งใจจะมาอยู่คนเดียวโดด ๆ ขวนขวายไปตามลำพัง

          สังคมนิยมนั้นเป็นที่ต้องการของธรรมชาติ หลักพระศาสนาทุกศาสนาเป็นสังคมนิยม แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้มันเป็นอย่างไร มันกลายเป็นคำที่น่ารังเกียจไปเสีย ไปชอบเสรีประชาธิปไตย สังคมนิยมนั้นถูกต้องตามธรรมชาติ ประกอบด้วยความถูกต้อง สังคมนิยมของคาร์ล มาร์กซ์ มันบ้าที่สุด เป็นสังคมนิยมของกรรมกรผู้แก้แค้น กรรมกรผู้แก้แค้น มันรวมหัวกันแก้แค้น แล้วจะเรียกว่าสังคมนิยมอะไรกัน ถ้าสังคมนิยมที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้ว มันก็เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ไม่ใช่สังคมนิยมของผู้แก้แค้น

          นี่เรียกว่าไม่เห็นแก่ตัวเถิด มันจะนำไปสู่สังคมนิยมที่ประกอบไปด้วยธรรมะ เราเรียกชื่อกันเสียใหม่ว่า "ธัมมิกสังคมนิยม" อาตมาพูดเรื่องนี้ออกไป มีผู้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ ก็ได้รับความสนใจอยู่ เราพิจารณากันอยู่ในฐานะว่ามันจะช่วยโลกได้หรือไม่ อาตมายืนยันว่าเราจะต้องไม่เห็นแก่ตัว ๆ เป็นระบบสังคมนิยมที่รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน รักเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย โพธิสัตว์ทั้งหลายจะช่วยกันทำความเข้าอกเข้าใจข้อนี้ให้เป็นที่ปรากฏชัดแก่มนุษย์ทั้งหลาย แล้วเขาก็จะอยู่กันแบบสังคมนิยมที่ประกอบไปด้วยธรรมะ เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย เรามาช่วยกันสอนประชาชนทุกคน แม้จะโง่เขลาอย่างไรเราก็ช่วยสอนให้เขารู้เขาเข้าใจว่า ความรู้สึกว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" นี้ มันเป็นความคิดผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะโดยแท้จริงมันของธรรมชาติ ไม่ใช่ของตัวกู ของกู ความโง่นี้เกิดมาทีหลัง แล้วมันก็อยู่ในสัญชาตญาณ สัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งที่มีชีวิตมันก็ต้องมีความรู้สึกว่ามีตัวตนเป็นรากฐาน แต่ถ้าเพียงเท่านั้นไม่เป็นไร เพียงรากฐานสำหรับมีชีวิต สำหรับไม่ตาย แต่อย่าไปเห็นแก่ตนเข้า อย่าไปเห็นแก่รากฐานว่าเป็นตัวกูของกู มันเป็นเพียงจุดสำหรับยึดถือว่ามีชีวิต อย่างนี้ไม่เป็นไร ทีนี้มีชีวิตมีตัวตน แล้วมันเห็นแก่ตน อย่างนั้นมันเป็นกิเลสเพิ่มเข้าทีหลัง มันกลายเป็นเห็นแก่ตน นี้เป็นความโง่ที่เพิ่มมา

          ขอให้สังเกตดูอย่างนี้ว่า ตามีระบบประสาท เห็นรูปโดยตา แต่เราก็มีความโง่ว่า "กู" "กูเห็นรูป" กับ "ตาเห็นรูป" มันต่างกันมาก ถ้าตาเห็นรูปมันเพียงแค่ตามธรรมชาติ มันเห็นไปตามธรรมชาติก็ได้ ไม่ต้องเกิดเป็นบวกเป็นลบ เกิดเป็นกิเลสตัณหาอะไร หูได้ยินเสียง อย่า "กูได้ยินเสียง" จมูกได้กลิ่นก็ระบบประสาทมันได้กลิ่น จะทำอย่างไรก็ทำ อย่าทำให้เกิดตัวกู ให้เป็นบวกเป็นลบ เป็นทุกข์อะไรขึ้นมา ลิ้นได้รสนี่สำคัญมากเพราะว่ามันกินอาหาร มันก็กินกันอยู่ทุกคนทุกวัน พอลิ้นได้รสอร่อยหรือไม่อร่อย ให้มันอยู่แค่ลิ้นนี้ อย่าให้ "กู" เข้าไปแทรกว่า "กูอร่อย" หรือ "กูไม่อร่อย" ถ้าลิ้นได้รส มันอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็จัดการไปตามเรื่องของลิ้น แต่ถ้ากูไม่อร่อย มันก็ไปจัดการกับแม่ครัว จัดการกับคนปรุงอาหาร มันก็เกิดเป็นเรื่องเป็นบวกเป็นลบไปในห้องอาหารเลย

          นี่ "กู" นี่เพิ่งมา "กู" นี่ผีหลอก ไม่ใช่เรื่องจริง เพิ่งมาเมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส หรือผิวหนังกระทบโผฏฐัพพะ จิตใจกระทบกับความคิดที่เกิดขึ้น คือมันเกิดทีหลัง ๆ มันเป็นอนัตตา มันไม่ได้มีอยู่จริง มันเพิ่งเกิดทีหลัง จะไปกินอาหารอร่อย นี่มันก็เพิ่งเกิดความรู้สึกว่ากูอร่อย ตัวกูผีหลอกมันเพิ่งเกิดทีหลัง มันไม่มีอยู่จริง มันไม่ได้เกิดรออยู่ก่อน มันเกิดเมื่อมันมีความอร่อยหรือไม่อร่อย

          ฉะนั้นไอ้ตัวกู ๆ มันเกิดทีหลังความอยากความต้องการ คนมันมีความอยากความต้องการไปตามแบบบวกหรือลบก็ตาม เมื่อความอยากมันเข้มข้นเข้า ๆ มันเกิดเป็น "ตัวกูผู้อยาก" "ตัวกูผู้อยาก" นี้มันเกิดทีหลังความอยาก มันเกิดมาจากความอยาก นั่นแหละคืออนัตตาในพระพุทธศาสนา ตัวกูที่เป็นผู้อยากมันเกิดทีหลัง ความอยาก ถ้าอย่ามีความอยาก "ตัวกู" มันก็ไม่เกิด ความเป็นบวกเป็นลบในการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำให้เกิดอยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้ เป็นบวกก็อยากอย่างหนึ่ง เป็นลบก็อยากอย่างหนึ่ง รวมความเป็นตรงกันข้ามก็คือ อันหนึ่งมันอยากจะเอา อันหนึ่งมันอยากจะทำลาย ทีนี้ถ้าเกิดตัวกูผู้จะเอา ตัวกูผู้จะทำลาย มันก็ได้เรื่องเป็นทุกข์ กระทำแก่กันให้เป็นทุกข์ ให้รู้จักว่าตัวกู ๆ นี่มันเป็นผีหลอก ไม่ใช่ตัวจริง แต่เกิดขึ้นมาแล้วมันยิ่งกว่าจริง มันปฏิบัติไปตามนั้นจริง ๆ มันจึงเอาเปรียบผู้อื่น ทำลายผู้อื่น หรือว่าทำลายโลกเลยสร้างมลภาวะ สร้างสิ่งที่ไม่ควรจะสร้าง ของใหม่ ๆ ที่ไม่ได้เกิดมาแต่ก่อนมันก็สร้างขึ้นมา

          โรคอะไรบ้า ๆ บอ ๆ ที่กำลังเป็นปัญหาไปทั่วโลก โรคเอดส์หรือโรคแอดส์ อาตมาเรียกไม่ถูก มันกำลังเป็นปัญหาทั่วโลก ๆ มันไม่เคยเกิด มันเพิ่งเกิด เมื่อมันมีความเห็นแก่ตัว มันแสวงหาความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินเกินความจำเป็น เกินความต้องการตามธรรมชาติ โรคนี้มันก็เกิดขึ้นมา ขออภัยนะ แม้แต่หมามันยังไม่เกิดโรคอย่างนี้ แล้วคนจะดีกว่าหมาไปได้อย่างไรเล่า ความเห็นแก่ตัว สร้างปัญหาสร้างโรคอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ สร้างปัญหายาเสพติดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ เต็มไปด้วยโรคที่มันไม่เคยเกิดแก่คนป่า คนสมัยไม่นุ่งผ้ามันไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติดเหมือนคนสมัยนี้ เพียงแต่สองปัญหานี้มันก็แย่แล้ว หมดความเป็นมนุษย์ เรื่องโรคเอดส์ก็ตาม เรื่องปัญหายาเสพติดก็ตาม มันก็เบียดเบียนกัน ๆ มากขึ้น ๆ สักวันหนึ่งมันยั้งไม่อยู่ มันก็เอาระเบิดปรมาณูใส่กัน ทำลายโลกไปเลย

          นี่ขอให้ดูกันเถิดว่าโลกมันใกล้เข้าไปแล้วต่อความวินาศ เพราะอะไร เพราะความเห็นแก่ตัวมันเพิ่มพูนขึ้น ๆ ดังนั้นการทำบุญกุศลสูงสุดในรูปมูลนิธิก็ตามในรูปอะไรก็ตาม ขอให้เป็นไปเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ลดความเห็นแก่ตัวในโลก ให้มนุษย์ลดความเห็นแก่ตัว ๆ จนไม่มีความเห็นแก่ตัว เมื่อนั้นเราก็สบาย เลิกคุก เลิกตะราง เลิกศาล เลิกโรงพยาบาลบ้า เลิกอะไรหมด ไม่ต้องมีปัญหาเพราะไม่เห็นแก่ตัว

          อย่าว่าอาตมาเอาเปรียบนะ อาตมาจะขอกล่าวว่า ถ้าจะเอาอุดมคติจากความคิดจากการกระทำของคุณโกมล คีมทอง ขอให้สนใจเรื่องนี้เถิด สนใจลดความเห็นแก่ตัว ๆ ลง เกิดความรู้ที่ถูกต้องที่คุณโกมลต้องการจะไปเผยแผ่ให้คนในชนบทรู้ แล้วมาต้องถูกทำลายชีวิต เพราะว่ามันผิดจังหวะผิดเวลา และผิดสถานที่ เดี๋ยวนี้เราไม่ทำให้มันผิดอย่างนั้น ให้มันสำเร็จประโยชน์ ให้มันลดความเห็นแก่ตัว คนโง่ก็ไม่เห็นแก่ตัว คนฉลาดก็ไม่เห็นแก่ตัว คนจนก็ไม่เห็นแก่ตัว คนร่ำรวยก็ไม่เห็นแก่ตัว เศรษฐีก็ไม่เห็นแก่ตัว ขอทานก็ไม่เห็นแก่ตัว จนไม่ละอายสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานเห็นแก่ตัวน้อยมาก เห็นแก่ตัวแบบสัญชาตญาณนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เท่าไร แต่มนุษย์มันระดมทุ่มเทสติปัญญามหาศาลไปเห็นแก่ตัวด้วยปัญญามหาศาล ปัญญาโง่ ปัญญาทำลายโลก

          นี่ขอให้ช่วยกันตั้งหน้ามุ่งหมายจะทำลายปัญญาโง่ ปัญญาทำลายโลกที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว มันก็จะเกิดลักษณะ "คีมทองคำ" เฉลียวฉลาดเป็น "โกมล" แปลว่าสติปัญญา เกิดคีมที่สามารถตัดปัญหาที่จะทำให้โลกนี้พินาศฉิบหายไปได้โดยแน่นอน และขอยืนยันว่าบุญกุศลไม่มีอะไรจะสูงไปกว่านี้ นี่คือประโยชน์อันแท้จริงอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรจะสูงไปกว่านี้ ที่มาร่วมมือกันทำลายความเห็นแก่ตัวให้มันหมดไปจากโลก แล้วโลกนี้ก็จะมีลักษณะเยือกเย็น เป็นมิตร เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย อย่างเฉลียวฉลาด อย่างไม่สร้างปัญหาใด ๆ ขึ้นมา

          ถ้ายังเห็นแก่ตัว ๆ อยู่อย่างนี้ ปัญหามันจะเพิ่มขึ้น ๆ ตามความก้าวหน้าของความเห็นแก่ตัวของสติปัญญาที่เห็นแก่ตัว ผลิตออกมาแต่สิ่งที่ส่งเสริมกิเลส ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ระบบอุตสาหกรรมนั่นแหละบ้าบอที่สุด มันผลิตออกมาแต่สิ่งที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว คือกิเลส แล้วมันเก่งในทางโฆษณา มันก้าวหน้ามากมายในทางการโฆษณา มันโฆษณาจนคนต้องซื้อของมัน มันจะเกินๆ ความจำเป็น มันก็ซื้อทั้งนั้น กลับไปดูที่บ้านที่เรือนของตัวเสียใหม่ อะไรที่มันเกินจำเป็นก็ขยับขยายออกเสียบ้าง รถยนต์ถ้าเหลือเพียงคันเดียวก็พอ ก็อย่าไปซื้อคันที่สองออกมา นี่มันเก่งในทางโฆษณา อาตมานั่งเฝ้าดูรู้สึกว่ามันเก่งในทางโฆษณา หนังสือพิมพ์นอกประเทศในประเทศมันเก่งทางโฆษณา มันโฆษณาจนคุณยายแก่ ๆ ขี้เหนียวซื้อตู้เย็นเมื่อไรก็ได้ นี่มันเก่งถึงขนาดนี้ แล้วอะไร ๆ มันก็ออกมาจนเกินความจำเป็นที่จะมีชีวิตอยู่ มันก็ยุ่งแสนจะยุ่ง มันก็ทะเลาะวิวาท อันธพาลก็เกิดหนาขึ้นมาในโลก เพราะว่าสิ่งที่มายั่วยวนให้อันธพาลอยากได้อยากมี มันมากขึ้น ๆ เมื่ออันธพาลเขาหาไม่ได้ด้วยเงินที่ถูกต้อง เขาก็ต้องขโมย ต้องจี้ ต้องปล้น ต้องทำอย่างอันธพาลเพื่อจะเอาทรัพย์นั้นมาซื้อหาสิ่งที่กิเลสเขาต้องการ อันธพาลก็เต็มไปในโลก แล้วจะโทษใคร ๆ

          สงครามเกิดขึ้นในโลกเพราะความเห็นแก่ตัว ไม่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ของทั้งสองฝ่าย ถ้าไม่อย่างนั้นสงครามเกิดไม่ได้ การทะเลาะวิวาทระหว่างบุคคลนี้ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว มันเกิดไม่ได้หรอก อุบัติเหตุกลางถนน รถชนกัน อะไรชนกัน มันมีความเห็นแก่ตัวไม่ของฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง หรือของทั้งสองฝ่าย เพราะมันเห็นแก่ตัว มันไม่ยอมลดราวาศอก มันยกหูชูหาง มันจะทำให้มากเกิน เกินความจริงเกินความจำเป็นไปเสียอีก ความเห็นแก่ตัวนี่

          ข้อนี้ต้องกระซิบพูดเบา ๆ ว่า คนในกรุงเทพฯ ยังเห็นแก่ตัว ยุงจะเป็นผู้ครองกรุงเทพฯ อยู่ตลอดเวลา ยุงจะครองกรุงเทพฯ อยู่ตลอดเวลา ถ้าชาวกรุงเทพฯ ลดความเห็นแก่ตัวลง ร่วมไม้ร่วมมือกัน ยุงจะอยู่ไม่ได้ ยุงจะหมดไปจากกรุงเทพฯ ดูกันง่าย ๆ อย่างนี้เถิดว่า มันเป็นเรื่องอะไร ความเห็นแก่ตัวมันทำอะไรให้เกิดขึ้น

          เราขออนุโมทนาในความปรารถนาของคุณโกมล ที่เผยแผ่ความสงบสุข ความถูกต้องให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป แต่มันผิดเวลามันผิดโอกาส ในส่วนนั้นทำให้เสียชีวิต ถ้าจะไม่ให้อุดมคติของเขาเป็นหมัน ไม่หยุดชะงัก ก็ช่วยกันต่อไป ทำให้เกิดความรู้อันถูกต้อง ฉลาดในทางที่จะไม่เห็นแก่ตัว ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ผู้อื่น ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ความถูกต้อง ธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือความคงที่อยู่ในความถูกต้อง เครื่องรางสูงสุดศักดิ์สิทธิ์จนตีราคาไม่ไหว ไม่ใช่พระเครื่องหรอก แต่ว่าความคงที่อยู่ในความถูกต้อง มีความคงที่อยู่ในความถูกต้อง จะเป็นเครื่องคุ้มครองทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้มาแผ้วพานใด ๆ พระเครื่องที่แท้จริงคือความคงที่อยู่ในความถูกต้อง อันเป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา เจริญสมาธิวิปัสสนา เป็นความจริงมาตามลำดับเช่นนี้ อนิจจตา ความไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ตามธรรม อนัตตา ความไม่ใช่ตน ธัมมัฏฐิตตา ความตั้งอยู่อย่างนั้น ธรรมนิยามตา เพราะมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่ อิทัปปัจจยตา มันต้องเป็นไปตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง สุญญตา ว่างจากตัวตน ตถาตา มันเป็นเช่นนี้เอง มันก็คงที่ เพราะมันเป็นเช่นนี้เอง และอตัมยตา คงที่อยู่ในความถูกต้อง ไม่มีอะไรมาดึงมาผลักไส กระชากให้มันผิดไปจากความถูกต้อง มันคงที่อยู่ในความถูกต้อง แข็งโป๊กอยู่ในความถูกต้อง นั่นแหละคือจุดสูงสุดของพระธรรมโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนา เต็มที่อยู่ในความถูกต้อง

          เราจงมีการศึกษา มีการก้าวหน้าในชีวิต ในหน้าที่การงาน คงที่อยู่ในความถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็จะไม่มีความทุกข์ใด ๆ แม้แต่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นของน่าหัวเราะ มันดับไป มันเป็นของเช่นนั้นเอง จิตคงที่อยู่ในความถูกต้อง ตัวไม่เป็นทุกข์คงที่อยู่ในความถูกต้อง

          สงบเย็น และเป็นประโยชน์ สูงสุดในการพัฒนาจิต สูงสุดในทางพระศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนานี้แล้ว จิตมีคุณสมบัติสองอย่างสูงสุด คือสงบเย็น ไม่สงบเย็นอย่างเดียว เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย สองอย่างนี้พอไหม สงบเย็นไม่มีปัญหาแล้วเป็นประโยชน์แก่กันเพียงพอไหม อาตมาคิดว่าพอ ถ้าเกินนี้จะบ้าอีกแล้ว ถ้าเกินสองอย่างนี้มันบ้าขึ้นมาอีกแล้ว อย่าไปต้องการให้มันเกินสิ สงบเย็นและก็อยู่อย่างเป็นประโยชน์แก่กันและกัน โลกนี้ก็จะเป็นโลกของพระศรีอารยเมตไตรย มีแต่ความสงบเย็น และเป็นประโยชน์ อย่าให้มากกว่านั้นเลย เดี๋ยวมันจะเกิดโรคอะไรไม่รู้ที่แปลกประหลาดกว่าโรคเอดส์ เข้ามาครอบงำอีก

          เอาแต่ที่ถูกที่พอดี ที่ถูกต้องเรียกว่าพอดี ตามหลักของพระพุทธศาสนา คงที่ ๆ อยู่ในความถูกต้อง เปรียบความคงที่ว่าดั่งภูเขาเลากา ภูเขาเลากาเป็นภูเขาใหญ่ยาว เช่นภูเขาหิมาลัยยาว ๒,๐๐๐ ไมล์ ภูเขาแอลป์ในยุโรป ภูเขาร้อคกี้ในอเมริกา มันยาวใหญ่มากมาย แต่มันก็ยังหวั่นไหวเมื่อแผ่นดินไหว ถ้าแผ่นดินไหว สิ่งเหล่านี้มันก็ไหว เอ้า! เรามามีจิตคงที่แม้แผ่นดินมันจะไหว จิตไม่หวั่นไหว คงที่อยู่ในความถูกต้อง ๆ มันก็หมดปัญหา มันไม่มีความผิด ความคงที่สูงสุดก็เรียกว่า "สุญญตา" เพราะมันว่าง ไม่มีอะไรจะหวั่นไหว ความหวั่นไหวมันเกิดไม่ได้ มันมีความรู้เรื่องอนัตตาเรื่องสุญญตา มันไม่มีอะไรจะหวั่นไหว มันไม่เกิดความรู้สึกเป็นบวก ไม่เกิดความรู้สึกเป็นลบ ตอนนี้โลกมันกำลังโง่ ขออภัยที่พูดอย่างหยาบคายว่าโลกมันกำลังโง่ มันไปบูชา "บวก" อะไรก็ต้องการให้เป็นบวก (positive) อะไร positive มันทำให้บ้าให้หลงมากขึ้น อย่าบวกอย่าลบสิ เหนือบวกเหนือลบสิ

          ความจริงสูงสุดต้องเหนือบวกเหนือลบ ศาสนาหลายพันปีมาแล้ว เช่น ศาสนายิวก็มีพูดไว้ว่าอย่าไปกินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้จักดี ชั่ว (good and evil) นั่นแหละคือบวก คือลบ อย่าไปแยกแยะอันนี้เป็นบวกอันนี้เป็นลบ นั้นเป็นความธรรมดาเช่นนั้นเอง ไม่เป็นบวกเป็นลบ มันก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย มันก็ไม่เกิดกิเลสประเภทบวก ไม่เกิดกิเลสประเภทลบ มันไม่เกิดกิเลสประเภทหลงรัก ไม่เกิดกิเลสประเภทที่จะฆ่าจะทำลาย มันไม่ขึ้น มันไม่ลง มันไม่ผลัก มันไม่ดูดเข้า เพราะมันไม่เป็นบวกและไม่เป็นลบ เดี๋ยวนี้มีอะไรมากระทบหน่อยก็เป็นบวกเป็นลบ ตาเห็นรูปมันก็ โอ้! สวยหรือไม่สวย ถ้าสวยเป็นบวก ไม่สวยเป็นลบ ความคิดมันก็เดินไปตามนั้น มันก็นำไปสู่การกระทำ ก็มีปัญหาขึ้นมา เราจึงมีชีวิตโง่เขลา เป็นบวกและเป็นลบ แล้วมันก็กัดเจ้าของ

          ขอฝากไว้อีกคำนะว่า "ชีวิตที่โง่เขลากัดเจ้าของ" มีชีวิตที่มันหลงบวกหลงลบ เป็นไปตามบวกเป็นไปตามลบ ชีวิตชนิดนี้มันกัดเจ้าของ พวกฝรั่งมาที่นี่กันเดือนละเป็นร้อยคน เขาชอบคำนี้มากที่สุด เขาพอใจในคำนี้ ยังมากันติดต่อเรื่อยมา เขาได้พบชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ ก่อนหน้านี้เขามีแต่ชีวิตที่กัดเจ้าของเป็นประจำวัน เดี๋ยวความรักกัด เดี๋ยวความโกรธกัด เดี๋ยวความเกลียดนั่นเกลียดนี่กัด เดี๋ยวความกลัวนั่นนี่กัด เดี๋ยวก็ตื่นเต้นไปตามเหตุการณ์ ไปตามการเมือง ความตื่นเต้นมันก็เร้ามันก็กัด เดี๋ยวเราวิตกกังวลในอนาคตกัด เดี๋ยวอาลัยอาวรณ์ในอดีตกัด เดี๋ยวความอิจฉาริษยากัด เดี๋ยวความหวงกัด เดี๋ยวความหึงกัด มันกัดไปซะหมด ชีวิตมันกัดเจ้าของ ไม่สงบเย็น

          ทีนี้เรามาแนะเขาว่ามันมีวิธีที่จะทำให้หยุด เย็น ไม่กัดเจ้าของ คือรู้ความจริงของชีวิตตามหลักเกณฑ์แห่งปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา แล้วบังคับให้ได้ด้วยสติที่สมบูรณ์ เพราะปฏิบัติอานาปานสติ ได้เครื่องมือวิเศษสูงสุด คือ สติปัญญาสูงสุด ควบคุมกระแสการปรุงแต่งในชีวิตจิตใจได้ มันเลยไม่กัดเจ้าของ ชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ มีแต่ความหยุด เย็น สงบ และเป็นประโยชน์แก่ทุกคนและทุกฝ่าย เขาก็พอใจจึงมากันเรื่อย ๆ ไม่ได้นัด ไม่ได้เชิญ ไม่ได้ชวน ไม่ได้ออกหนังสือหนังหา มากันเอง เหมือนกับตลาดนัด แม่ค้ามากันเอง นี่มากันตั้งสามสี่ปี มาเรียนเรื่องธรรมะ

          ช่วยจำไว้สักคำว่า เราจะมีชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของ แม้แต่สุนัขมันก็ยังไม่กัดเจ้าของ สุนัขตัวไหนที่กัดเจ้าของมันก็ใช้ไม่ได้ อย่าเอาไว้ ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามันกัดเจ้าของล่ะก็ใช้ไม่ได้ ต้องจัดการเสียใหม่อย่าให้มันกัดเจ้าของ ก็คืออย่าให้มันหลงบวกหลงลบ อย่าให้มันบ้าดีบ้าชั่ว ให้มันเหนือดีเหนือชั่ว เหนืออำนาจการปรุงแต่งของบวกของลบ พวกเต๋าของเหลาจื้อก็สอนมาตั้งสามพันปีแล้ว อย่าหยินอย่าหยาง อย่าอินอย่าเอี้ยง คืออย่าบวกอย่าลบ พวกยิวหลายพันปีก็สอนมาแล้ว อย่า good อย่า evil พระพุทธศาสนาก็ว่า อย่ายินดีอย่ายินร้าย พวกฮินดูก็ว่า อย่าปุญญะอย่าปาปะ อย่าบุญอย่าบาป อยู่เหนือมันเสีย ความสงบสุข สิ่งที่หลุดพ้นไปจากความทุกข์ นั่นก็คือ ความอยู่เหนือบวกเหนือลบ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ เสียใจก็โง่ ดีใจก็โง่ หัวเราะก็โง่ ร้องไห้ก็โง่ ไม่ต้องเป็นบวก ไม่ต้องเป็นลบ นั่นแหละจุดที่สูงสุด จุดเย็นสูงสุดที่มนุษย์จะต้องเข้าไปให้ถึง มีชีวิตสงบเย็นและเป็นประโยชน์

          ขอฝากไว้ให้พวกเราทุกคนช่วยกันส่งเสริมให้เพื่อนมนุษย์ของเรารู้จัก และเข้าถึงสิ่งนี้ มีความก้าวหน้าไปทางจิตใจ ไม่หลงบวกไม่หลงลบ อย่าให้การโฆษณาหลอกลวงของนักวัตถุนิยมมาหลอกลวง มาโฆษณาให้เราหลงตามความหลอกลวง อย่าไปโทษเขาเลย อย่าไปโทษนายทุนอะไร โทษความโง่ของตัวเองดีกว่า อย่าไปบวกไปลบกับมัน แล้วมันก็ทำไม่ได้ มันก็เลิกกันไปเอง โรงงานก็ปิดไปเอง อย่าไปหลงบวกหลงลบ ไปชี้แจงให้คนอย่าหลงบวกหลงลบ อย่าทำลายความถูกต้องของธรรมชาติ เป็นคนที่ซื่อตรงต่อธรรมชาติ

          คนไทยโบราณมีธรรมะในพระพุทธศาสนา แล้วก็สอนกันง่าย ๆ สอนพวกเด็ก ๆ ทั้งหลาย สอนกันง่าย ๆ ว่า อย่าคิดว่าชีวิตนี้เป็นของกู ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุทั้งหลายที่ประกอบกันขึ้นเป็นอัตภาพนี้ไม่ใช่ของกู เป็นของธรรมชาติให้ยืมมา ธรรมชาติให้ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มาเป็นชีวิต เป็นร่างกาย เป็นจิตใจ ให้ยืมมา เอามาพัฒนาให้มันยิ่งขึ้นไป ให้มันมีความสุขสงบเย็นถึงที่สุด อย่างที่เรียกว่า "นิพพาน" ถึงที่สุด แต่อย่ากล้าคิด หรืออย่าโง่ไปคิดว่าเป็นตัวกูของกู เพราะคิดอย่างนี้มันโกงธรรมชาติ มันขี้ฉ้อ มันตระบัดของธรรมชาติที่ยืมมาใช้มาเป็นของกู ถ้าอย่างนี้มันก็ต้องถูกลงโทษ ชีวิตนั่นแหละมันจะกัดเจ้าของ คนไปขบถธรรมชาติที่ให้ยืมมาว่าเป็นของกู

          ต้องขอบใจธรรมชาติ พัฒนาเอาตามต้องการ ชีวิตร่างกายนี้พัฒนาเอาตามต้องการ ขอแต่เพียงอย่าไปตู่ว่าเป็นของกู ปล่อยเป็นของธรรมชาติไปจนตลอดชีวิต แม้จิตใจจะเลิก จะดับไป เผชิญกับความตายก็ไม่มีโง่ว่าเป็นของกู อย่างนี้มันไม่โกง เป็นคนไม่โกงธรรมชาติ อย่างนั้นมันง่ายดี เป็นความคิดที่ง่ายดี ธรรมชาติให้ยืมมา ไม่คิดค่าดอกเบี้ย ไม่คิดค่าสึกหรอ ไม่คิดอะไรหมด แกพัฒนาตามชอบใจเถอะ ให้มันถูกต้อง ๆ สูงสุดขึ้นไป มีชีวิตอย่างสงบเย็นและเป็นประโยชน์

          คนแก่เขาสอนกันแต่โบราณง่าย ๆ อย่าเอามาเป็นของกู ให้มันเป็นอนัตตา กูซึ่งมิใช่กู ตนซึ่งมิใช่ตน แม้จิตมันจะรู้สึกว่าตนหรือปากมันจะพูดว่ากู แต่จิตที่ถูกต้องอย่าคิดว่าตนของตน อย่าเป็นกูของกู

          ประโยคนี้ก็อีกประโยคหนึ่งที่พวกฝรั่งชอบกันมากนัก "เรามีตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน" ตัวตนเป็นเพียงความคิด สำหรับคิด หรือพูดกันว่าตัวตนของตน แต่ใจอย่าไปคิดมั่นเหมาะลงไปว่าเป็นตัวตน เพราะนั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ตัวตนเป็นเพียงความคิด we are we which is not real we. ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่ความคิดมันคิดว่าตัวตน ปากมันพูดว่าตัวตนก็ช่างหัวมัน ถ้ามันคิดว่าตัวตนทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวตน ก็ให้มันช่วยตัวเองก็แล้วกัน ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตนช่วยตัวมันเองก็แล้วกัน

          ตัวตนเป็นความคิดที่โง่ เพิ่งเกิดมาจาก "ความอยาก" "ความต้องการ" ความรู้สึกทางจิตใจ จะเป็น emotion ใด ๆ ก็ตามเมื่อรุนแรงขึ้นมาถึงที่สุด แล้วมันก็งอกออกมาเป็นความโง่ว่าเป็นตัวกูของกู นี้เป็นธรรมดาอย่าไปเอากับมัน ให้เห็นว่าโอ้! ไอ้ตัวตนนี้มันมาทีหลัง จากความโง่ว่าตัวตน มันมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามธรรมชาติแล้ว มันจะเกิดโง่ว่าตัวตนกระทำ มีการกระทำตามธรรมชาติ เช่น ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รสตามธรรมชาติ แล้วมันโง่ว่าตัวตน ๆ ตัวกู ๆ กระทำ นี้ตัวกู เป็นความโง่ที่เพิ่งเกิดทีหลังการกระทำ เพราะมันเป็นผีหลอกนี่ มันก็มีได้นี่ ไม่มีตัวผู้กระทำ แต่มันมีการกระทำตามธรรมชาติ จนเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ไปตามธรรมชาติ แล้วมันโง่ทีหลังว่า "กูดม" "กูเห็นรูป" "กูฟังเสียง" "กูดมกลิ่น" "กูลิ้มรส" นี่แหละตัวกูเป็นความโง่มาทีหลังการกระทำ

          เลยสรุปขึ้นมาเป็นประโยคอีกประโยคหนึ่งว่า "ผู้กระทำเกิดทีหลังการกระทำ" ผู้กระทำเกิดมาจากการกระทำ บางคนว่านี่ผิดแล้วไม่เชื่อ ๆ ไม่มีผู้กระทำแล้วจะเกิดการกระทำได้อย่างไร ก็บอกว่าตามธรรมชาติมันมีการกระทำตามธรรมชาติ ตามันมีระบบประสาทที่ตา เราก็มองเห็นรูป หูมันมีระบบประสาทที่หู มันก็ได้ยินเสียง จมูกมันมีระบบการได้กลิ่น มันมีการทำตามธรรมชาติ แล้วความโง่ก็ไปสวมรอยว่ากู ๆ กูเห็นรูป กูได้ยินเสียง กูได้กลิ่น กูทุก ๆ อย่าง ผู้กระทำไม่ใช่มีตัวจริง เป็นผีหลอก เกิดมาจากการกระทำที่เป็นไปตามธรรมชาติ

          ถ้ารู้ความจริงข้อนี้แล้วคือรู้เรื่อง "อนัตตา" คือ "ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน" ตัวตนที่เป็นผลิตผลของอวิชชา ความโง่มันทำให้คิดอย่างนั้น ชีวิตประจำวันมันมีความอยากคือตัณหา การอยากในทางบวกหรือทางลบก็ตาม พอมีความอยากเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว มันก็เกิดมีความโง่ขึ้นมาเองว่า มีตัวกูผู้อยาก อย่างนี้เรียกว่า "ชาติ" เป็นความเกิดในชีวิตประจำวัน ชาติคือความเกิดแห่งตัวกูของกูในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ชาติอย่างนี้เป็นทุกข์ทุกที เมื่อเกิดมากพอสมควรแล้ว และถ้าเบื่อเต็มทีแล้วก็อยากจะนิพพาน

          ดังนั้นตัวกูเป็นผีหลอกไม่ได้มีอยู่จริง เป็นปฏิกิริยาที่มีจากการกระทำหรือความรู้สึกของความอยากเป็นต้น เรามีตาเห็นรูปสวยก็อยากไปทางหนึ่ง ไม่สวยก็อยากไปทางหนึ่ง หูได้ยินเสียงเพราะก็อยากไปทางหนึ่ง ไม่เพราะก็อยากไปทางหนึ่ง จมูกได้กลิ่นหอมก็อยากไปทางหนึ่ง ไม่หอมก็ทางหนึ่ง เป็นคู่กันมาอย่างนี้ เป็นความอยากแล้วเกิดความโง่ทับลงไปว่ากูผู้อยาก ก็เป็นกิเลสบวก เป็นโลภะ ราคะ เกิดเป็นกิเลสลบ เป็นโทสะ โกรธะ จะฆ่า อยากจะทำลาย เกิดกิเลสโง่ เป็นโมหะ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ได้แต่วิ่งเต้นอยู่รอบ ๆ อย่างนี้ก็เป็นโมหะ ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ ประเภทนี้ก็เกิดขึ้นย่ำยีคนโง่ ให้กลายเป็นชีวิตที่กัดเจ้าของอยู่ตลอดเวลา ยังไม่เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์

          จงมีความรู้เรื่องนี้ให้เพียงพอ ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ มีอะไรเกิดขึ้นก็ทำไปตามที่ควรจะทำ โดยไม่ต้องมีตัวกู อันนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติล้วน ๆ มันก็รู้จักทำของมันเอง ความทุกข์มันก็ไม่เกิด มันไม่มีความต้องการที่เป็นตัวกู มันไม่มี "ภพ" "ภว" ไม่มี "ชาติ" ไม่มีความเกิดนั้นแหละคือพระนิพพาน เป็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่เกิดตัวกู ไม่เกิดของกู ไม่เกิดการยึดมั่นถือมั่นว่ากูเป็นอย่างนั้นกูเป็นอย่างนี้ แล้วชีวิตนี้ก็จะเยือกเย็นและเป็นประโยชน์

          จงพยายามหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ช่วยกันและกัน ยังกันและกันให้มีความรู้ในเรื่องนี้ เผยแผ่ในเรื่องนี้ แล้วก็จะไม่มีใครเห็นแก่ตัว ไม่มีใครทำลายต้นน้ำลำธาร ไม่มีใครทำลายป่าไม้ ไม่มีใครรังเกียจสมุนไพร ไม่มีใครทำอะไรที่มันผิดไปจากความเป็นจริง สรุปความว่า มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วมันก็หมดปัญหา เยือกเย็นและเป็นประโยชน์ ชีวิตไม่กัดเจ้าของ เยือกเย็นและเป็นประโยชน์ ก็เพียงพอแล้ว ถ้าเกินนี้มันคงจะบ้า อย่าเอาเลย เอาเยือกเย็นและเป็นประโยชน์แก่กันและกัน เป็นสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาล

          ขอแสดงความหวังว่าท่านทั้งหลายได้รู้เข้าใจถึงคำสอนในพระพุทธศาสนา สอนให้มีจิตใจอยู่คงที่อยู่ในความถูกต้อง ไม่เป็นบวกเป็นลบ ไม่เกิดกิเลส คงที่ ๆ อยู่ในความถูกต้อง ทำหน้าที่การงานอย่างสนุกสนาน ทำอะไรก็เป็นสุขด้วยสิ่งนั้น มีชีวิตที่เป็นการต่อสู้ระหว่างสติปัญญาของตนกับหน้าที่การงาน ต่อสู้ไปอย่างมีชัยชนะ มีชัยชนะสูงสุดก็คือนิพพาน เป็นความสุขสวัสดีอยู่ตลอดทุกทิพาราตีกาลเทอญ

          ขอยุติการบรรยายเพื่อเป็นที่ระลึกแก่คุณโกมล คีมทอง

--> คำนำสำนักพิมพ์

แด่โกมล คีมทอง

โกมล คีมทองเคยกล่าวไว้ว่า
"เวลานี้เราขาดคน
ที่ยอมตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ทิ้งลงจนจมมิด
เพื่อให้สิทธิ์ก้อนอื่นยืนทะนง"
เราหาคนเช่นนี้มิค่อยได้
เพราะคนขาดจิตใจอันสูงส่ง
เขาจึงยอมทอดร่างอย่างอาจอง
เป็นก้อนอิฐในป่าดงแดนกันดาร
คือตำนานโกมลคนหนุ่มสาว
ผู้กล้าก้าว อุทิศตน องอาจหาญ
คือครูผู้มีอุดมการณ์
ผู้สร้างสายธารแห่งศรัทธา
อนิจจาเขามาล่วงลาลับ
ดุจแสงเทียนวูบดับลงกลางป่า
สิ่งที่สร้าง สิ่งที่หวัง ยังค้างคา
ใครเล่าหนาจะสืบสานตำนานชีวิต
"เวลานี้เราขาดคน
ที่ยอมตนเป็นก้อนอิฐ
ก้อนแรกที่ทิ้งลงจนจมมิด
เพื่อให้สิทธิ์ก้อนอื่นยืนทะนง"

ดอกหญ้า นาคร, คีตวรรณ

จำนวนผู้เข้าชม 003060