ลานกิจกรรม


ลงชุมชนให้สนุก และได้เรียนรู้

 

ในการออกค่าย  สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการสำรวจชุมชนและลงพื้นที่ศึกษาชุมชน  ซึ่งบ่อยครั้งชาวค่ายมักรู้สึกว่า

“ไม่สนุกเลย  วางตัวก็ไม่ถูก ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรดี”

 

“อึดอัดจัง ไม่รู้ว่าชาวบ้านคิดยังไง บางทีก็เหมือนไม่ยากคุยด้วย”

 

“ไม่เห็นได้อะไรเลย เสียเวลาเปล่าๆ อากาศก็ร้อน”

 

            ที่หลายคนรู้สึกเช่นนี้  มักมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับ 3 ประเด็นหลักๆ ด้วยกัน  คือ

1) ขาดเครื่องมือใหม่ๆ ในการศึกษาชุมชน  

เนื่องจากชุมชนชนบทในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก  แต่ก่อนแค่เดินเข้าไปในหมู่บ้านเราก็รับรู้ถึงความทุกข์ยาก ความแร้นแค้น และขาดแคลนของชาวบ้านได้ไม่ยาก  พูดง่ายๆ ก็คือปัญหามันทิ่มตา ไม่อยากรู้ก็ได้รู้  ไม่อยากเห็นก็ได้เห็น  เดี๋ยวนี้แทบจะหาชุมชนประเภทไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาไม่ค่อยได้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาในชุมชนหายไป  เพียงแต่ลักษณะของปัญหามีความซับซ้อนกว่าเดิม และถูกบดบังไว้ด้วยวัตถุนิยมและความทันสมัย เครื่องมือที่เคยใช้จึงไม่ขลังเหมือนเคย ดังนั้นเราจึงต้องพยายามคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ในการศึกษาและทำความเข้าใจชุมชน

 

2) ขาดเป้าหมายหรือประเด็นในการลงชุมชน 

ชาวค่ายจำนวนมากรู้สึกว่างานชุมชนเป็นงานที่ท้าทาย อยากรู้จักชุมชนให้มากขึ้น  แต่สิ่งที่เรามักพบเห็นก็คือ  มีเวลาให้ 3 ชั่วโมง  แค่แนะนำตัว สำรวจบ้าน เดินไปเดินมาก็หมดเวลาแล้ว  ที่บอกว่าจะไปรู้จักชุมชนนั้นก็ได้แค่เฉียดเท่านั้นแหล่ะ  เพราะฉะนั้นชาวค่ายต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจะลงชุมชนเพื่ออะไร  และจะไปพูดคุยในประเด็นอะไรบ้าง ( เพื่อทำให้เรารู้จักชาวบ้านได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่จำกัด )  ซึ่งวิธีหนึ่งที่ได้ผล ก็คือ อย่าโลภ  ให้เลือกเพียง 1- 2 ประเด็น  หรือแบ่งกลุ่มกันศึกษาในแต่ละหัวข้อให้ชัดเจนขึ้น 

 

3) ขาดความถ่อมตนและเป็นธรรมชาติ 

คนทำค่ายส่วนใหญ่มักเริ่มจากความรู้สึกปรารถนาดี  อยากไปทำความดีกับชาวบ้าน  อยากไปทำโน่น ทำนี่  จนบางครั้งก็ลืมไปว่า  ใช่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการหรือเปล่า  โดยเฉพาะกิจกรรมประเภทไปให้ความรู้หรือสอนความรู้ทั้งหลาย  บางครั้งเราก็เผลอคิดไปว่าเรามีความรู้มากกว่าชาวบ้าน ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการบ่งบอกว่าเราอยู่เหนือกว่า  ซึ่งท่าทีแบบนี้มักจะปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้ของเราโดยไม่รู้ตัว  ชาวบ้านเองก็รู้สึกว่าต่ำต้อยและห่างไกลจากเรา  เกิดช่องว่างที่ทำให้เราเข้าไม่ถึงวิถีชีวิตของชุมชนในแบบที่เป็นอยู่

            ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นยังไง อาจสำเร็จบ้างหรือล้มเหลวบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา  ถ้าเราคิดว่าเรากำลังให้โอกาสตัวเองในการเรียนรู้  เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ  จึงอยากชักชวนให้พวกเราทดลองลงพื้นที่ศึกษาชุมชนด้วยเครื่องมือใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆ บ้าง  ซึ่งในครั้งนี้ สสส. กำหนดให้นักศึกษาประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในการออกค่าย   พวกเราก็สามารถใช้แนวคิดนี้เป็นแนวทางในการลงพื้นที่ศึกษาชุมชนได้เช่นเดียวกัน  และเพื่อให้ง่ายขึ้นเราอาจจำกัดประเด็นให้แคบลงเพื่อความชัดเจนในการศึกษาและเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ออกค่าย

 

            และเรื่องราวต่อไปนี้จะเป็นแนวทางส่วนหนึ่ง  ค่ายใดจะเอาไปใช้หรือไม่ก็ได้  ขึ้นอยู่กับความสนใจและความถนัด  บางค่ายอาจไม่เน้นลงชุมชนก็ไม่เป็นไร   แต่อยากชักชวนว่า การมีโอกาสได้ไปสัมผัสชาวบ้าน  ได้ไปเห็นหรือเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนที่แตกต่างออกไป  บางครั้งก็ช่วยให้เราเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น  เข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย  มาทดลองกันมั้ยหล่ะ

 

            ก่อนลงชุมชนอย่าลืมฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง  ด้วยการทบทวน 5 ข้อต่อไปนี้

1)      จงสนุกกับสิ่งที่จะไปเรียนรู้

2)      เป็นตัวของตัวเอง

3)      ถ่อมตนเข้าไว้ ชาวบ้านคือครู

4)      ชุมชน คือ ห้องทดลองของชีวิต (สำเร็จหรือล้มเหลวไม่สำคัญ)

5)      หมั่นทำซ้ำเมื่อมีโอกาส

 

พร้อมแล้วมาลุยกันเล้ย !

พี่ๆ มูลนิธิโกมลคีมทองมีประเด็นและเครื่องมือที่จะมานำเสนอเป็นตัวอย่าง 4 เรื่อง ด้วยกันได้แก่

1.      การสำรวจพื้นที่เสี่ยงในชุมชน

2.      รู้จักครอบครัวเข้มแข็ง

3.      ศึกษาบุคคลตัวอย่างในชุมชน

4.      การพึ่งพิงตนเองด้านสุขภาพ


เรื่องที่ 1           “การสำรวจพื้นที่เสี่ยง[1]ในชุมชน”

วัตถุประสงค์   

1.      เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจบริบทของชุมชนผ่านสถานที่สำคัญๆ ในชุมชน  แหล่งนัดพบ  พื้นที่ล่อแหลมหรือเสี่ยงอันตราย 

2.      เพื่อรับรู้สถานการณ์และสภาวะเสี่ยงต่ออบายมุขของเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านที่ออกค่าย

เครื่องมือที่ใช้               แผนที่ชุมชน

กลุ่มเป้าหมาย 

จำนวนกลุ่มละ 8-10 คน  อาจทำมากกว่า 1 กลุ่ม  แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน

ขึ้นอยู่กับคนทำค่ายว่าอยากเลือกกลุ่มไหนมาเข้าร่วมกิจกรรม  เพราะได้ประโยชน์ทั้งนั้น  แต่อาจมีจุดเน้นคนละแบบ  เพราะคำว่าพื้นที่เสี่ยงสามารถตีความได้หลายระดับ  รวมทั้งสามารถนำไปใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างมีส่วนร่วมของชุมชนได้ด้วย

วิธีการ

1.      แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 2-3 กลุ่มๆ ละ 8-10 คน  โดยมีชาวค่ายช่วยตั้งประเด็นคำถามและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยอย่างน้อย 2-3 คน

2.      จัดทำแผนที่กระดาษโดยใช้กระดาษปรู๊ฟ 4-6 แผ่น  ต่อกันเป็นแผ่นใหญ่โดยวางราบกับพื้น  ให้กลุ่มเป้าหมายช่วยกันวาดแผนที่ชุมชนโดยให้มีสถานที่สำคัญๆ เช่น  ถนน  วัด  โรงเรียน บ้านผู้ใหญ่บ้าน ศาลากลางบ้าน  อบต. ร้านค้า และบ้านของกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมกิจกรรม  เป็นต้น

3.      ช่วยกันกำหนดว่าตรงไหนในชุมชนที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เพราะเหตุใด อะไรทำให้คิดเช่นนั้น โดยให้กลุ่มเป้าหมายอภิปรายและหาข้อสรุปร่วมกันเป็นระยะ  และทยอยทำเครื่องหมายลงบนพื้นที่

4.      เมื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยงได้แล้ว  ให้อภิปรายในภาพรวมว่าพื้นที่เสี่ยงที่กำหนดมีความเสี่ยงในระดับใด  ( มาก ปานกลาง น้อย )  โดยอาจแทนที่ด้วยสีแดง สีเหลือง สีเขียว  เป็นต้น

5.      ให้กลุ่มเป้าหมายส่งตัวแทนเตรียมตัวนำเสนอผลการสำรวจพื้นที่เสี่ยงในชุมชนและสรุปแง่คิดหรือข้อเรียนรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม

6.      ชาวค่ายแต่ละกลุ่มสรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมนี้  จัดทำแบบบันทึกหลังการทำกิจกรรม หลังจากนั้นจึงนำมาแบ่งปันและเล่าประสบการณ์ลงชุมชนให้เพื่อนชาวค่ายคนอื่นๆได้รับรู้ และอภิปรายร่วมกัน

ข้อแนะนำ

-         วิธีการจัดกิจกรรมสามารถปรับเปลี่ยนไปได้หลากหลายรูปแบบ  ขึ้นอยู่ศักยภาพและต้นทุนของคนทำค่ายว่าจะนำพาไปสู่เป้าประสงค์ใด

-         อย่าลืมว่า ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวแผนที่  เนื่องจากแผนที่เป็นเพียงเครื่องมือให้เราค่อยๆ ถอดให้เห็นบริบทของชุมชนที่เป็นจริง เห็นการดำรงอยู่ของผู้คนในชุมชนที่สัมพันธ์กับสถานที่ เช่น รู้ว่าหลังเลิกเรียนนักเรียนชอบไปอยู่ตรงไหน  วัยรุ่นในหมู่บ้านนิยมทำอะไรกันบ้าง  ชาวบ้านเข้าถึงร้านค้าหรือแหล่งที่ขายเหล้าบุหรี่ได้ยากง่ายเพียงใด  มีใครบ้างในชุมชนที่เสี่ยงต่ออบายมุข  เป็นต้น 

กลเม็ดเคล็ดลับ

-         เคล็ดลับอยู่ที่การตั้งคำถามระหว่างการทำแผนที่นั่นเอง  คำถามที่ดีมักเป็นคำถามปลายเปิด  ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายได้เล่าเรื่อง หรือยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

-         พยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการนำเสนอเรื่องราวและความคิดเห็น  โดยไม่ด่วนตัดสินว่าถูกหรือผิด  เพื่อเปิดโอกาสให้คนในกลุ่มได้อภิปรายหรือนำเสนอมุมมองที่แตกต่างได้

 

เรื่องที่ 2           “ครอบครัวเข้มแข็ง”

วัตถุประสงค์

1.      เพื่อศึกษาแนวคิดและวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้านผ่านครอบครัวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นครอบครัวตัวอย่างในชุมชน

2.      เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวเข้มแข็งและมีความสุข

เครื่องมือที่ใช้

              ผังข่ายใยครอบครัว (family folder) และการสัมภาษณ์เจาะลึก

กลุ่มเป้าหมาย

              ครอบครัวที่คนในชุมชนรู้สึกชื่นชมและยกย่องให้เป็นครอบครัวตัวอย่างสัก 2-3 ครอบครัว

วิธีการ

1.      สอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากผู้นำชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ กรรมการหมู่บ้าน และคนในชุมชนจำนวนหนึ่งว่ามีครอบครัวใดบ้างที่มีวิถีการดำเนินชีวิตที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างสัก 2-3 ครอบครัว  หรือใช้วิธีการตั้งวงคุยกัน  เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าครอบครัวใดที่สมควรเป็นแบบอย่าง เพราะเหตุใดจึงคิดเช่นนั้น (กำหนดคุณสมบัติร่วมกัน)

2.      แบ่งกลุ่มชาวค่ายลงพื้นที่เยี่ยมเยียนครอบครัวที่ชาวบ้านให้ความชื่นชมและยกย่อง

3.      จัดทำผังข่ายใยครอบครัว (family folder) เพื่อศึกษาว่าองค์ประกอบหรือสมาชิกในครอบครัวมีใคร อยู่ตรงไหนบ้าง  สัมพันธภาพในครอบครัวเป็นอย่างไร  และมีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในชุมชนอย่างไร 

4.      สัมภาษณ์เจาะลึกถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัว

-         ประวัติชีวิตในวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยทำงาน การเลือกคู่ครอง การเลี้ยงดูบุตร  การแก้ปัญหาและกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัว เป็นต้น

-         หลักในการครองเรือน การอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยา บทบาทของพ่อแม่ และอื่นๆ

-         สิ่งที่ครอบครัวภาคภูมิใจหรือความประทับใจที่มีต่อคนในครอบครัว

-         ความรู้สึกหรือความคิดเห็นต่อการเลี้ยงดูบุตรหลานในปัจจุบัน

-         รู้สึกอย่างไรที่คนในชุมชนมองเราเช่นนั้น

5.      ชาวค่ายแต่ละกลุ่มสรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้จากการลงชุมชน  จัดทำแบบบันทึกการลงชุมชน  หลังจากนั้นจึงนำมาแบ่งปันและเล่าประสบการณ์ลงชุมชนให้เพื่อนชาวค่ายคนอื่นๆ ได้รับรู้ และอภิปรายร่วมกัน

 

ข้อแนะนำ

-         พูดคุยให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด  ตั้งใจฟังในสิ่งที่ชาวบ้านสื่อสารให้เรารับรู้  โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องลำดับคำถามอย่างไรหรืออันไหนควรถามไม่ควรถาม 

-         ใช้ภาษาที่เรียบง่าย  เข้าใจง่าย  ไม่ซับซ้อนจนเกินไป

-         วิธีการหลักๆ มี 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนที่ชาวบ้านช่วยกันเสนอความคิดเห็นและให้คำนิยาม ซึ่งอาจเหมือนหรือต่างจากที่เราคิดไว้ก็ได้  2) ขั้นตอนที่ชาวค่ายไปพูดคุยสัมภาษณ์กับครอบครัวที่ได้รับการกล่าวถึง 3) ขั้นตอนการสรุปบทเรียนกันในหมู่ชาวค่ายที่ไปลงชุมชนมาว่า “ครอบครัวเข้มแข็งของชุมชน” ที่เราไปศึกษาเรียนรู้ หมายถึงอะไร ชาวบ้านให้คุณค่ากับอะไรเป็นหลัก เราอาจพบประเด็นที่คาดไม่ถึงก็ได้ เช่น เป็นครอบครัวที่ปลอดหนี้สิน  เป็นครอบครัวที่ลูกสาวได้สามีเป็นฝรั่งแล้วกลับมาปลูกบ้านให้พ่อแม่เสียใหญ่โต  เป็นต้น 

 

กลเม็ดเคล็ดลับ

-         ให้ถือว่าครอบครัวที่เราเข้าไปศึกษาหรือพูดคุยด้วยเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของเรา ซึ่งเรารู้สึกเคารพและยกย่อง  เราอยากรู้จักท่านให้มากขึ้น  โดยให้ท่านเล่าถึงชีวิตที่ผ่านมา และชีวิตในปัจจุบันของท่านว่าเป็นอย่างไรบ้าง 

-         พยายามโยงใยถึงเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่น่าภาคภูมิใจต่างๆ ถ้ามีภาพถ่ายอาจให้เล่าจากภาพถ่ายที่มีอยู่  หรือสังเกตจากข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในบ้านว่ามีอะไรน่าสนใจและโยงเข้าสู่เรื่องราวในชีวิตของกลุ่มเป้าหมายที่เราศึกษา

-         อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “จำนวนครอบครัวที่ได้รับการโหวต”  แต่อยู่ที่กระบวนการพูดคุยที่ให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์ถึงความเป็นไปในชุมชน และสิ่งที่ชุมชนให้คุณค่าหรือยึดถือ  รวมทั้งสิ่งที่ครอบครัวตัวอย่างเหล่านั้นมองตนเอง  ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักชุมชนผ่านมิติด้านความสัมพันธ์และค่านิยม

 

เรื่องที่ 3  “บุคคลตัวอย่างในชุมชน”

วัตถุประสงค์

1.      เพื่อศึกษาวิธีคิดและแบบแผนในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่เป็นตัวอย่างในเรื่องความพอเพียง (มีน้ำใจ เสียสละ มีคุณธรรม ช่วยเหลืองานส่วนรวม ฯลฯ)

2.      เพื่อทำความเข้าใจว่าบุคคลเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรในชุมชน

 

เครื่องมือ        ศึกษาประวัติชีวิตของบุคคลตัวอย่างในชุมชน

วิธีการ

1.      อาจกำหนดให้มีกิจกรรมเป็น 2 ช่วง  โดยช่วงแรกเป็นขั้นของการสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านว่ามีใครในชุมชนบ้างที่ถือว่าเป็นคนดี คนที่สามารถเป็นแบบอย่างในเรื่องความเสียสละ มีน้ำใจ มีคุณธรรมและชอบช่วยเหลืองานส่วนรวม  โดยอาจเลือกให้มีความหลากหลายของกลุ่มต่างๆ ในชุมชน  เช่น  แกนนำชุมชน คนเฒ่าคนแก่ กลุ่มแม่บ้าน วัยรุ่นหรือเยาวชน  เป็นต้น

2.      ช่วงที่ 2 เมื่อได้ตัวแทนคนดีในชุมชนมาแล้ว  อาจเลือกขึ้นมาสัก 3-4 คน  หลังจากนั้นให้แบ่งกลุ่มกันลงพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติชีวิตของบุคคลเหล่านั้น

3.      ช่วยกันซักถามเรื่องราวชีวิตของบุคคลที่เราศึกษา เช่น

-         คำถามเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา เช่น เป็นมาอย่างไรถึงได้มาอยู่ที่นี่  เป็นคนพื้นเพที่นี่หรือย้ายมาจากที่อื่น ฯลฯ

-         คำถามเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว เช่น  ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าในครอบครัวมีใครบ้าง  ยังอยู่ครบทุกคนหรือไม่ หรือแยกย้ายกันไปทำอะไรบ้าง ฯลฯ

-         คำถามเกี่ยวกับอาชีพ (ถ้าเป็นเยาวชนก็อาจถามเรื่องการศึกษา) เช่น ทุกวันนี้ทำมาหากินอะไร  มีรายได้จากอะไรบ้างและพอเพียงจุนเจือครอบครัวหรือไม่ ฯลฯ

-         คำถามเกี่ยวกับสุขภาพ  เช่น  ไม่สบายบ่อยแค่ไหน มีโรคประจำตัวหรือไม่ ตอนป่วยรู้สึกอย่างไร  ดูแลรักษาตัวเองอย่างไร  อาหารการกินในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร ฯลฯ

-         คำถามเกี่ยวกับความคิด/ความเชื่อ เช่น พอใจกับชีวิตในวันนี้เพียงใด  มองอนาคตตัวเองอย่างไร  คิดอย่างไรที่คนอื่นมองเราอย่างนั้น ฯลฯ

4.      แต่ละกลุ่มสรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้จากการลงชุมชน  จัดทำแบบบันทึกการลงชุมชน  หลังจากนั้นจึงนำมาแบ่งปันและเล่าประสบการณ์ลงชุมชนให้เพื่อนชาวค่ายคนอื่นได้รับรู้ และอภิปรายร่วมกัน

 

ข้อแนะนำ

-         อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า คนดีในชุมชนมีเพียง 3-4 คน ที่เรารู้จัก  ในชุมชนอาจมีมากกว่านี้ แต่เรายังเข้าไม่ถึง  นอกจากนี้ การนิยามความดีของแต่ละคนก็แตกต่างกัน  เราไม่ได้ค้นหาคนที่ดีที่สุด  เราเพียงแต่ทดลองทำความรู้จักชาวบ้านผ่านคนจำนวนหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเขา/เธอเป็นคนดีที่พอจะเป็นแบบอย่างได้เท่านั้น  เพราะฉะนั้น เราอาจรู้สึกไม่เห็นด้วยหรือไม่ถูกใจ  ก็เป็นเรื่องที่เราสามารถนำมาถกเถียงอภิปรายกันในกลุ่มได้  แต่อย่าลืมเรื่องเป้าหมายว่า “เรามาเพื่อรู้จักชาวบ้านและชุมชน” มิใช่หรือ?  ไม่ได้มีหน้าที่ไปมอบเหรียญตราให้กับใคร 

-         พยายามใช้ “คำถามปลายเปิด” ให้มากที่สุด  หรือถามผ่านรูปธรรมและเรื่องราวในชีวิตชาวบ้าน  เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ไม่เน้นการสืบค้นข้อมูลเพื่อทำแฟ้มประวัติบุคคล  แต่ถามเพื่อให้รู้จักและเข้าใจชาวบ้านมากกว่าจะถามเพื่อค้นหาปัญหาหรือสาเหตุของปัญหา 

เรื่องที่ 4           “การพึ่งพิงตนเองด้านสุขภาพ”

วัตถุประสงค์

1.      เพื่อทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพและการดูแลตนเองในมุมมองของชาวบ้าน

2.      เพื่อศึกษาว่าชาวบ้านมีการใช้สมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองอย่างไรบ้าง

เครื่องมือ                    เรื่องเล่าจากประสบการณ์ความเจ็บป่วย

กลุ่มเป้าหมาย 

              เป็นใครก็ได้ในชุมชน  แต่อาจเน้นไปที่กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ หมอพื้นบ้าน หมอตำแย คนพิการ หรือคนที่อยู่ในสภาพเจ็บป่วยเรื้อรังในชุมชน

วิธีการ

1.      แบ่งกลุ่มชาวค่ายออกเป็น 3-4 กลุ่มๆ ละ 4-5 คน (อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้) กำหนดหัวข้อที่จะไปศึกษา  ทำความเข้าใจหรือแบ่งบทบาทกันภายในกลุ่มว่าใครจะทำอะไรบ้าง เช่น บางคนอาจเป็นตัวหลักในการถามโดยมีคนอื่นช่วยเสริม  มีคนจดบันทึกในระหว่างพูดคุย  มีคนช่วยสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย เป็นต้น

2.      แนะนำตนเอง สร้างบรรยากาศการสนทนา อาจเริ่มจากเรื่องทั่วๆ ไปก่อน เช่น ชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร  ทำมาหากินอย่างไรบ้าง  สุขภาพตอนนี้เป็นอย่างไร  เป็นต้น

3.      ค่อยๆ ให้ชาวบ้านเล่าถึงความเจ็บป่วยที่ผ่านมาของตนเอง

-         ถามถึงความเจ็บป่วยทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน  ที่ไม่รุนแรง  (ท้องเสีย ปวดหัว เป็นไข้ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อย) เมื่อมีอาการเหล่านี้แล้วทำอย่างไร  ต้องทำอะไรบ้าง  มีหลักหรือขั้นตอนการดูแลอย่างไร  เรียนรู้วิธีการเหล่านั้นได้อย่างไร เป็นต้น

-         ถามถึงประสบการณ์ความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลหรือต้องไปหาหมอ (ทั้งแผนปัจจุบัน แผนโบราณ หมอพื้นบ้าน และอื่นๆ ) เช่น  มีครั้งไหนที่ถือว่าเจ็บหนักที่สุด ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร และทำอย่างไรบ้าง  ดีขึ้นได้อย่างไร  เป็นต้น

-         ถามถึงความเจ็บป่วยที่พบบ่อยในชุมชน  เช่น คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เจ็บป่วยหรือไม่สบายจากอะไรบ้าง  รู้สึกอย่างไรที่เห็นอย่างนั้น  มีความกังวลใจหรือไม่  มีความคิดเห็นอย่างไร มีทางเลือกในการดูแลรักษาอื่นๆ อีกหรือไม่  ทำอย่างไร  เป็นต้น

5.      แต่ละกลุ่มสรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้จากการลงชุมชน  จัดทำแบบบันทึกการลงชุมชน  หลังจากนั้นจึงนำมาแบ่งปันและเล่าประสบการณ์ลงชุมชนให้เพื่อนชาวค่ายคนอื่นได้รับรู้ และอภิปรายร่วมกัน

 

ข้อแนะนำ

-         หลายคนอาจมีความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ  น้องๆ บางคนอาจกำลังเรียนหมอ พยาบาล ซึ่งเป็นความรู้เพียงชุดเดียว  ให้ลองเปิดใจรับฟังสิ่งที่ชาวบ้านคิดและเชื่อโดยไม่พยายามไปตัดสินว่าถูกหรือผิด

-         เวลาตั้งคำถามอย่ายิงเป็นชุดแบบตอบข้อสอบหรือทำแบบสอบถาม  แต่พยายามให้ชาวบ้านค่อยๆ เล่าเหตุการณ์หรือประสบการณ์ความเจ็บป่วยของตนเอง  แม้จะสลับไปสลับมาบ้างก็ไม่เป็นไร  ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ  ถ้างงหรือสงสัยก็ถามได้  ให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด

[คู่มือค่ายสร้างสุขปี ๒] [ตัวอย่างเกมสนุก ๆ สำหรับกระบวนการเรียนรู้ในค่าย] [ลงชุมชนให้สนุก และได้เรียนรู้] [แบบสอบถามความคิดเห็นและประมวลข้อเรียนรู้]
จำนวนผู้เข้าชม 002647