การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา

 ทะเลสาบสงขลามีคุณค่าต่อมนุษย์มากแค่ไหนไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในที่นี้  แต่จะขอกล่าวถึงปัญหาที่นักบริหารที่ไม่มีความเข้าใจระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนและบอบบาง พวกนี้เป็นพวกที่มีอำนาจ ซึ่งพวกที่มีอำนาจมักจะไม่สนใจการเรียนรู้ ไม่มีฉันทะต่อการเรียนรู้ อ้างว่าช้าเสียเวลาไม่ทันการบ้าง  และมักจะใช้อำนาจสรุปเรื่องต่างๆตามกรอบความคิดของตนเอง สรุปอย่างไม่ตรงกับข้อเท็จจริง  เราดูตัวอย่างกันครับ
 นักวิทยาศาสตร์ได้เรียกระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะแบบทะเลสาบสงขลาว่า “บริเวณปากแม่น้ำ(estuaries)” ซึ่งเป็นประเภทเดียวกับบริเวณปากแม่น้ำปากพนังที่กำลังมีปัญหาด้วยในบ้านเกิดของผมด้วยเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมพิจารณาแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เมื่อประมาณกลางปี 2545 ที่จังหวัดสงขลา 

กรมชลประทานเสนอว่าเห็นควรที่จะก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มในทะเลสาบสงขลา ในขณะที่อธิบดีกรมป่าไม้  ซึ่งสังกัดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นเดียวกับกรมชลประทาน(ในขณะนั้น) กลับไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเค็ม พร้อมกับเสนอให้มีการพิจารณาเปิดปากระวะ(ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน)ที่ปิดมานานกว่า 40 ปี เพื่อคืนสภาพธรรมชาติให้กับทะเลสาบสงขลาที่มีผักตบชวาขึ้นเต็มในทะเลน้อยที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของทะเลสาบ(ดูรูป)ทางจังหวัดสงขลาซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้เสนอประเด็นปัญหาการตื้นเขินของทะเลสาบสงขลา ปัญหาคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลา  และปัญหาการลดลงของสัตว์น้ำ  โดยมีแนวทางในการดำเนินการหลักๆ ได้แก่ การขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือเดิม  การขุดลอกคูคลองในพื้นที่ต้นน้ำและคูคลองที่เชื่อมต่อทะเลสาบสงขลา  การจัดระเบียบการประมงในทะเลสาบ  การจัดการน้ำเสียและการส่งเสริมการท่องเที่ยว

แต่ท่านนายกฯได้กล่าวว่า “การขุดลอกคูคลอง  ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาหรือเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำจืด  และแก้ไขปัญหาความตื้นเขิน ของทะเลสาบสงขลา เป็นบางช่วง และนำดินที่ขุดลอกได้ มา reclaim  เป็นเกาะเป็นจุดๆ  ซึ่งคงใช้งบประมาณไม่มากประมาณ ไร่ละ 1 ล้านบาท  ทำประมาณ 400-500 ไร่”ผมได้กราบเรียนมาแล้วว่าระบบนิเวศน์ของทะเลสาบมีความบอบบางมาก การทำเกาะกลางทะเลสาบขนาด 400-500 ไร่ อาจจะทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนไป อาจจะทำให้การตกตะกอนมากขึ้น แค่ทำเสาสะพานในทะเลอย่างกรณีทางลัดมายังจังหวัดเพชรบุรีเขาต้องมีการศึกษาผลกระทบเลย  ผมไม่ทราบว่าท่านนายกทักษิณไปเอาความคิดนี้มาได้อย่างไรเรามาพิจารณาถึงคุณค่าของทะเลสาบสงขลาโดยเปรียบเทียบกับพื้นที่ส่วนอื่นๆของโลกดูบ้าง จะได้รู้ว่าเราควรจะทะนุถนอมทะเลสาบสงขลาอย่างไรนักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบโดยพิจารณาจากผลผลิตเบื้องต้น(primary production)ต่อปีต่อหนึ่งตารางเมตรของพื้นที่ต่างๆบนผิวโลก ผลผลิตเบื้องต้นก็คืออาหารของห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงๆขึ้นไป จากแพลงก์ตอนพืช  แพลงก์ตอนสัตว์ พืชน้ำ สัตว์ตัวเล็กๆ จนกระทั่งถึงปลาที่เรากิน จนมีคนกล่าวว่า “เนื้อหนังมังสาทุกชนิดล้วนมาจากหญ้าทั้งนั้น”
พบว่า ทะเลทรายเป็นบริเวณที่ให้ผลผลิตเบื้องต้นต่ำที่สุดในโลก ซึ่งก็คงจะสอดคล้องกับความคาดหมายของท่านทั้งหลายอยู่แล้ว ไม่น่าตื่นเต้นอะไรเลยแต่ที่น่าสนใจคือบริเวณปากแม่น้ำ (ซึ่งทะเลสาบสงขลา อ่าวปากพนัง และอ่าวปัตตานี ฯลฯ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้) เป็นแหล่งที่ให้ผลผลิตเบื้องต้นต่อตารางเมตรสูงที่สุดในโลก รองลงมาเป็นพรุ ซึ่งคนทั่วไปคิดว่าเป็นพื้นที่ทิ้งของเสีย(waste land)
มีชาวบ้านยืนยันกับนักวิชาการบางคนว่า ต้นจูดในพรุ 1 ไร่ให้มูลค่ามากกว่าสวนยางพารา 1 ไร่  ต้นจาก 1 ไร่ก็ให้มูลค่ามากกว่าสวนยาง 1 ไร่ เช่นกันพื้นที่ไหล่ทวีปและมหาสมุทรลึก ให้ผลผลิตเบื้องต้นน้อยมากหรืออยู่ในระดับที่ดีกว่าทะเลทรายเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเราไปสร้างเขื่อนหรือเลี่ยงบาลีมาเป็นประตูระบายน้ำ แล้วความเป็น “บริเวณปากแม่น้ำ” ก็สูญสิ้นไป น้ำที่มีสารอาหารจากภูเขาไม่สามารถผสมกับน้ำทะเลที่มีแร่ธาตุได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีประตูระบายน้ำปากพนังบ้านเกิดของผมเอง ได้ทำให้ด้านในเป็นแหล่งน้ำเน่าเหม็นขณะที่น้ำด้านทะเลก็เน่าด้วยมลพิษจากชุมชนเมือง ผมเคยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปพูดให้คนแม่กลองฟัง เขาสนใจกันมากถึงต้องโทรมาขออนุญาตเพื่อเผยแพร่ต่อ ผมเองก็ยิ้มพอใจอยู่ได้ไม่นาน ผมได้รับทั้งจดหมายและโทรศัพท์มาต่อว่าจากหน่วยราชการที่ดูแลโครงการนี้

[บท บก.] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [มุมหนังสือ] [บทความจร] [เล่าสู่กันฟัง] [การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา] [ว่าด้วยชีวิต] [มอบของขวัญ] [ลานข่าว] [ฝากคำ]
จำนวนผู้เข้าชม 003487