ผศ.ประสาท  มีแต้ม

สืบเนื่องจากปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ปี๒๕๔๗ ที่ผ่านมา ผศ.ประสาท มีแต้ม ได้พูดถึงเรื่องราวการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดกับทะเลสาบสงขลาไว้อย่างน่าสนใจ  สารโกมลจึงขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

5.เรื่องเล่าจากสงขลา

 ผมได้เรียนถึงความจำเป็นและหลักการจัดการความรู้มามากพอสมควรแล้ว ต่อไปจะเป็นการนำเรื่องที่สงขลาแต่ก็ลามมาถึงคนไทยทุกคนมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องใหญ่ๆทั้งนั้น แต่จะกล่าวโดยย่อเพียงพอให้เกิดความรู้สึก พอให้เห็นถึงปัญหา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ว่า นักวิชาการและคนไทยจะเอาแต่นอน อย่าเอาแต่สนุก ไม่สนใจใคร 

ปัญหาปลากะตักปั่นไฟ

เมื่อปี 2542 ที่สงขลาได้เกิดศึกปลากะตักปั่นไฟ ระหว่างชาวประมงพื้นบ้านที่หากินด้วยเครื่องมือที่ไม่ทำลายปลาตัวเล็กตัวน้อยกับชาวประมงพาณิชย์ที่ใช้อวนตาถี่ขนาดเพียง 0.5 เซนติเมตร(ที่ใช้จริง) จากนั้นก็ใช้เครื่องไฟฟ้าล่อให้มารวมกัน แล้วก็ครอบด้วยอวนขนาดดังกล่าว ผิดกับเจ้าเงาะในเรื่องสังข์ทอง ที่ใช้คาถาเรียกปลามารวมกันเพื่อกันไม่ให้หกเขยหาปลาได้ผลจากการจับปลากะตักด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้ปลาเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ลูกปลาอินทรีตัวเล็กๆ ซึ่งยังไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจติดมาด้วยเป็นจำนวนมาก ลูกปลาพวกนี้ถูกนำไปขายในราคาปลาเป็ดหรืออาหารสัตว์ขนาด  200 -300 ตัวต่อกิโลกรัมๆละ 5-6 บาท แต่ถ้าปล่อยให้ลูกปลาโตขึ้นถึงขนาด 4-5  ตัวต่อกิโลกรัมๆ ละ 90-100 บาท  ทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ปลาจึงหมดไปจากทะเล  ทะเลจึงมีแต่น้ำ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงพื้นบ้านที่หากินกับทะเลมาหลายช่วงอายุคน และก็เดือดร้อนถึงคนกินปลาด้วยแต่พวกเขาไม่ค่อยจะรู้ตัว ผมเองได้พยายามค้นข้อมูลจากอินเตอร์เนต ไม่พบว่ามีประเทศใดในโลกที่อนุญาตให้มีการทำประมงที่ทำลายล้างแบบนี้ยกเว้นในงานทดลองทางวิทยาศาสตร์ จากการสอบถามชาวประมงบางคนที่เคยไปหากินที่ประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็ไม่ยอมให้ทำครับก่อนที่จะกล่าวไปในรายละเอียดมากกว่านี้ ผมอยากจะนำเรื่องราวที่ชาวประมงพื้นบ้านคนหนึ่งเล่าให้วงเสวนาฟัง อาจารย์คะเนบอกแล้วว่าผมชอบฟังชาวบ้านเล่าแล้วเก็บมาเล่าต่อท่านทั้งหลายอีกครั้งเหตุเกิดที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ผู้เล่าเคยเป็นชาวประมงอายุประมาณ 80 ปีเห็นจะได้ ท่านเล่าว่า
“เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ขณะที่ชาวบ้านกำลังช่วยกันปลดปลาออกจากตาอวนซึ่งติดแทบจะทุกตาอยู่ที่ชายฝั่ง มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาจากไหนไม่ทราบพูดขึ้นมาว่า ต่อไปปลาจะหมดไปจากทะเลเพราะญี่ปุ่นจับไปหมด”
คุณลุง “เฒ่าทะเล” เล่าสะท้อนความคิดของตนเองต่อไปว่า “ตอนนั้นลุงก้มลงดูอวนที่กำลังระดมชาวบ้านทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันปลดปลาที่ติดมาเยอะมาก แล้วก็เงยหน้าไปดูทะเล”ลุงเล่าต่อว่า ลุงได้ตอบชายแปลกหน้าว่า “ไม่เชื่อ ไม่มีทาง อวนผืนเล็กนิดเดียว เรายังต้องตามคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันปลด แล้วทะเลที่กว้างใหญ่จนสุดขอบฟ้า ใครที่ไหนจะสามารถจับปลาไปได้จนหมด จะเอาใครที่ไหนมาจับ มาปลด”
ลุงสารภาพว่า “ลุงคิดไม่ถึงจริงๆ จากวันนั้นมาวันนี้ 50 ปี ปลาหมดไปจากทะเลแล้วจริงๆอย่างที่ชายนิรนามได้กล่าวเตือนไว้”
ที่เล่ามาเป็นเรื่องของชาวบ้าน ในฐานะที่ผมเป็นนักคณิตศาสตร์และสอนวิชาการสร้างตัวแบบทางคณิตศาสตร์ ผมเคยสร้างตัวแบบทาง

คณิตศาสตร์อย่างง่าย แล้วได้ข้อสรุป 2 ข้อ คือ
1.ในที่สุดแล้วคนไทยจะได้กิน “ต้มยำแพลงตอน” แทนต้มยำกุ้ง
2. ชาวประมงจะต้องเจ๊งทั้งสองฝ่าย ทั้งพื้นบ้านและปลากะตักปั่นไฟ
ผมสรุปคล้ายกับในการ์ตูนเรื่องหมาป่า กระต่าย ฯลฯ คือว่า “ถ้าจับปลากะตักหมด ปลาตัวใหญ่ก็หมด คนก็จะอดกินปลา”
งานสำรวจวิจัยของนักวิทยาศาสตร์   ของหลายคนทั่วโลก ก็พบความจริงว่าสปีชีส์ของสัตว์น้ำในทะเลได้ลดลงไปสู่สัตว์ชั้นต่ำลงเรื่อยๆ จากปี 2493 ถึง  2538  (นักวิทยาศาสตร์จัดให้ปลากะพงอยู่ในชั้นที่ 4.6 ในขณะที่ปลากะตักอยู่ที่ระดับ 3 ส่วนพวกแพลงตอนจะอยู่ที่ระดับ 2 เศษๆ ซึ่งสภาพปัจจุบันตอนนี้ก็ใกล้เข้ามามากแล้ว)


ในระหว่างที่เกิดความขัดแย้งเรื่องปลากะตักปั่นไฟ รัฐบาลได้ตั้งนักวิชาการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษา ผลการศึกษาเต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล  ขณะเดียวกันก็เกิดนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันขึ้นคือ “กลุ่มนักวิชาการเพื่ออนาคตไท” ซึ่งต่อมาเรียกตนเองว่า “กลุ่มแมลงวันจัญไร” เพราะขอทำหน้าที่ตอมนักวิชาการด้วยกันเองซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับคำกล่าวของพระเถระท่านหนึ่งที่ว่า“แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกันเอง”ในปีต้นปี 2544 เรามีรัฐบาลใหม่ที่ชูคำขวัญว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” และมีรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านประมงที่มาจาก “คนเดือนตุลา” มิตรสหายคนหนึ่ง ได้มาแสดงความยินดีกับผมว่า “รับรองได้เลยว่าปัญหาปลากะตักที่ชาวประมงพื้นบ้านต่อสู้มานานจะได้รับการแก้ไขในรัฐบาลชุดนี้แน่นอน ไม่เชื่อเรามาเดิมพันเบียร์กันสักลังดีไหม”

ท่านที่เคารพครับ ผมไม่ได้ยื่นมือไปให้เขาจับรับคำท้ากับมิตรใหม่ของผมคนนั้น ผมไม่ได้กลัวจะแพ้ ถึงแพ้ก็ได้ดื่มเบียร์ด้วยกัน แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันสำคัญเกินกว่าจะมาเล่นกันสนุกๆ 
ขณะนี้รัฐบาลท่านทักษิณได้มีการปรับรัฐมนตรีมา 8 ครั้งแล้ว ผมยังไม่ได้ยินรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียวพูดอะไรเรื่องปลากะตักสักแอะหนึ่ง
เรายังไม่เคยได้ยินท่านนายกฯทักษิณพูดอะไรที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูทะเลไทยอย่างเป็นระบบ แต่ท่านคิดจะทำให้คนจนหมดประเทศภายในอีก 5 ปี ผมเองก็ยังงงอยู่เห็นทีจะต้องขอกราบนมัสการถามถึงพระคุณเจ้าว่า ปัจจัยสี่ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนมานานแล้วว่ามี อาหาร เป็นปัจจัยแรกซึ่งก็น่าจะสำคัญที่สุด และแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดคือทะเลชายฝั่ง ถ้าท่านนายกฯไม่สนใจที่จะฟื้นฟูทะเลให้เป็นแหล่งผลิตอาหารแล้วท่านจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไรครับ

ล่าสุดที่ได้ยินเกี่ยวกับการฟื้นฟูทะเล คือการออกโฉนดที่ดินในทะเลให้กับเอกชน จำนวนหลายแสนไร่ บริเวณดังกล่าวเป็นที่ฟักตัวของพันธุ์สัตว์น้ำ เรื่องนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับไหนๆ ก็พูดกันเรื่องแหล่งอาหารกันแล้ว ผมมีข้อมูลจากองค์กรระดับโลก เขาสำรวจแหล่งน้ำทั่วโลก พบว่าแหล่งน้ำจืดของไทยซึ่งมีอยู่ 25 ลุ่มน้ำนั้น มีปริมาณออกซิเจนในน้ำน้อยที่สุดในโลก   อยู่ในอันดับที่ 141 จากการสำรวจมา 141 ประเทศ แปลว่าแหล่งน้ำดังกล่าวไม่มีปลา เพราะอ๊อกซิเจนไม่พอจะให้ปลาใช้หายใจ ตกลงในแผ่นดินนี้รู้สึกอึดอัดกันทั้งปลาทั้งคนแล้ว นี่เป็นการทำลายแหล่งหากินของชาวบ้านและคนไทยทั้งประเทศ


ข้อมูลนี้เป็นของปี 1993 มีหน่วยเป็น มิลลิกรัมต่อลิตร ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยราชการ ของประเทศไทย ได้ลดลงมาที่ 2.41 มิลลิกรัมต่อลิตร 

รองน้ำฝนจากลังคาบ้าน:ภูมิปัญญาที่นักการเมืองเมิน

 ขณะนี้รัฐบาลไทยได้ประกาศให้เป็นเขตภัยแล้งแล้ว 73 จังหวัด แต่ละที่มีการขนน้ำไปแจกชาวบ้าน มีโครงการสร้าง ประปาหมู่บ้าน อ่างเก็บน้ำ สร้างเขื่อน ล่าสุดกำลังจะมีโครงการชลประทานระบบท่ออีก 5-6 แสนล้านบาท
 ผมอยากจะให้ดูบ้านหลังนี้ครับ  บ้านนี้รองรับน้ำฝนจากหลังคาบ้าน แล้วนำมาเก็บไว้ใต้ระเบียงบ้าน เป็นบ่อซีเมนต์ ฝาบนใช้เป็นพื้นที่ใช้สอยของบ้านตามปกติ ไม่เสียวิวทิวทัศน์ งบก่อสร้างก็ไม่แพง  ตลอดสิบกว่าปีมานี้ บ้านหลังนี้ไม่เคยขาดน้ำกิน น้ำใช้  เป็นบ้านแม่ของผมเอง ผมมีสูตรคำนวณให้เสร็จ ว่าฝนตกปีละเท่าใด หลังคาบ้านขนาดไหน บ่อควรจะมีปริมาตรเท่าใด ควรจะใช้น้ำวันละเท่าใด และเครื่องปั๊มน้ำขนาดกี่แรง เคยเผยแพร่หนังสือพิมพ์ก็แล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะอะไรครับ  คงจะเป็นแบบ “โครงการเล็กๆไม่ ใหญ่ๆ รัฐไทยชอบทำ”

ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังจะเอากิจการประปาเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกแล้ว ข่าวจากประเทศโบลีเวียบอกว่า หลังจากรัฐบาลได้ขายกิจการประปาให้ชาวต่างชาติไปแล้ว ชาวบ้านไม่มีสิทธิที่จะรองน้ำฝนจากหลังคาบ้านของตัวเอง เขาถือว่าน้ำฝนที่ตกมาจากเมฆเป็นของบริษัท น่าเป็นห่วงมากครับถ้าผมจำไม่ผิด ประเทศไทยเคยเก็บภาษีปากสุ่ม ภาษีผักบุ้ง รวมทั้งภาษีเต้านม เรื่องนี้มีในหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทยที่จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นผู้เขียนรายงานของสหประชาชาติ เมื่อปี 2537 บอกว่า ปริมาณน้ำใช้ต่อคนของชาวโลกได้ลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของที่เคยมีเมื่อปี 2513  ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนน้ำกำลังกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างชาติพันธุ์และความตึงเครียดทางการเมือง
 ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับที่พ่อผมเคยเล่าถึงชาวกรุงเทพเมื่อ 50 ปีก่อน

[บท บก.] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [มุมหนังสือ] [บทความจร] [เล่าสู่กันฟัง] [การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา] [ว่าด้วยชีวิต] [มอบของขวัญ] [ลานข่าว] [ฝากคำ]
จำนวนผู้เข้าชม 004909