บรรเทาทุกข์ด้วยใจที่เป็นสุข

พระไพศาล วิสาโล


พวกเราที่เป็นอาสาสมัครช่วยคนตายและผู้ประสบภัยเวลานี้ถือได้ว่ากำลังทำงานที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เพียงช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้ที่เดือดร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้กำลังใจแก่ผู้คนเป็นอันมาก ทั้งที่เป็นผู้ประสบภัยเอง และผู้ที่รับรู้เหตุการณ์สึนามิ  ทำให้ผู้คนมีความหวังและเชื่อมั่นว่าความทุกข์ยากจะต้องผ่านพ้นไปในที่สุด และพรุ่งนี้จะดีขึ้นกว่าวันนี้   ที่สำคัญอีกอย่างก็คืองานที่เรากำลังทำอยู่นี้ช่วยให้ผู้คนตระหนักว่าเหตุการณ์สึนามิไม่ได้มีแต่ด้านร้ายเพียงด้านเดียว แต่ยังมีด้านดีนั่นคือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละ ความมีน้ำใจ ซึ่งหลั่งไหลอย่างท่วมท้นล้มหลามให้ผู้คนทั้งประเทศได้เห็นตลอด ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมาทุกคนมีความดีงามอยู่ในจิตใจทั้งนั้น แต่บางครั้งก็ออกมาปรากฏให้เห็นได้ยาก  ต้องอาศัยเหตุการณ์ที่ร้ายแรงช่วยดึงเอาความดีงามนั้นออกมา และบันดาลให้เกิดอิทธิฤทธิ์หรือปาฎิหาริย์ในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามจนเป็นที่ประจักษ์ วิกฤติการณ์สึนามิได้กระตุ้นเร้าให้ความดีงามของผู้คนเปล่งประกายออกมา และช่วยให้ผู้คนมีกำลังใจอยากจะทำความดีเพิ่มขึ้น อย่างเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา รายการทางโทรทัศน์ “คนค้นคน” ได้ทำสารคดีเรื่องอาสาสมัครที่วัดย่านยาว  อาตมาเชื่อว่าคนทั้งประเทศที่ได้ดูนอกจากจะมีความประทับใจในตัวอาสาสมัครทั้งหลายแล้ว  ยังอยากจะทำความดีอย่างที่พวกเรากำลังทำอยู่ตอนนี้ด้วย คลี่นยักษ์สึนามิไม่ได้นำมาแต่ความวินาศและความเจ็บปวด แต่มันยังมีอีกด้านที่งดงามและสร้างสรรค์ เพราะมันได้เอาความดีงามของผู้คนออกมาให้ได้ประจักษ์กัน

สิ่งที่เราทำยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องฟันฝ่า  ที่จริงเราได้ฟันฝ่ามามากแล้ว เพราะหลายวันที่ผ่านมาพวกเรานอกจากจะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแล้ว  ยังได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต และไม่เคยคิดว่าจะทำได้เลยด้วยซ้ำ   แต่มาถึงตอนนี้เรายังมีภารกิจอีกมากที่จะต้องฟันฝ่ากันต่อไป  ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลตัวเองด้วย  การดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม  หากเราลืมดูแลตัวเองให้ดี ก็จะมีผลกระทบกับงานของเรา   ทำให้เราท้อแท้ง่ายและมีเรี่ยวแรงทำงานได้น้อยลงให้ถือว่างานที่เรากำลังอยู่นี้ต้องอาศัยรากฐาน  ได้แก่ฐานกายและฐานใจ  กายและใจเป็นรากฐานของงานที่เรากำลังทำอยู่  เปรียบเหมือนต้นไม้ จะแทงยอดขึ้นสูงและแผ่กิ่งก้านได้กว้าง ก็ต้องมีรากที่หยั่งลึกและแผ่กว้าง  รากยิ่งลึก ต้นไม้ก็ยิ่งสูง  รากยิ่งแผ่กว้าง กิ่งก้านก็ยิ่งให้ร่มเงาได้กว้างขึ้น  ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องดูแลฐานกายและใจให้ดี ดูแลให้ร่างกายมีสุขภาพดี อย่าทำงานจนไม่ได้หลับได้นอนหรือพักผ่อนให้พอเพียงเรื่องของจิตใจก็สำคัญเช่นกัน ที่จริงการดูแลรักษาจิตใจเป็นเรื่องสำคัญและยากกว่าการดูแลร่างกาย  เราไม่ควรปล่อยให้เกิดความเครียดสะสม ไม่เช่นนั้นจะล้มป่วย ท้อถอย ทำงานไม่ได้ผล แถมยังจะทะเลาะหรือมีเรื่องขัดแย้งกับผู้คนรอบข้างด้วย 

คนเรามักสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว จนเกิดระเบิดออกมา ทำให้เสียทั้งงานและเพื่อนด้วย แถมจิตใจของเราก็จะแย่   หลายคนไปช่วยเก็บกวาดขยะและซากปรักหักพัง แต่ถ้าไม่ระวัง ขยะหมดไปจากชายหาดก็จริงแต่อาจจะไปปรากฏในจิตใจของเราก็ได้  ขยะในจิตใจนั้นก็คือความหม่นหมองนั่นเอง  เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นเก็บกวาดขจัดความหมองหม่นออกไปจากจิตใจของเราด้วย วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยได้ก็คือการพยายามพักใจ  อย่าไปหมกมุ่นครุ่นคิดกับงานตลอดเวลาจนไม่เป็นอันกินอันนอน เวลาพักผ่อนก็อย่าแค่พักกายอย่างเดียว ควรพักใจ ปล่อยวางจากความคิดหรือความกังวลต่าง ๆ ด้วย  วางงานก่อนสักพัก ความเครียดจะได้บรรเทาเบาบางลง  เวลากินก็อย่าไปเอางานการมาคิด เวลานอนก็วางความคิดลง  เวลาทำงานแล้วเครียด ก็ควรหยุดพักสัก ๕ นาที ตามลมหายใจเข้าและออก  หายใจเข้าลึก  ๆ ก็รู้ตัว  หายใจออกยาว ๆ ก็รู้ตัว อยู่กับลมหายใจ วางความคิดเอาไว้ก่อน พอจิตใจปลอดโปร่งขึ้นก็ค่อยกลับไปทำงาน  เวลาโมโหใคร ก็ลองทำแบบนี้ดู อย่าเอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวดหรือโหมไฟโทสะให้เผาลนจิตใจ  การพักใจนั้นเราทำได้หลายวิธี  พักโดยวางมือจากงานก็ได้ พักขณะที่ทำงานไปด้วยก็ได้ คือให้ใจอยู่กับงาน อย่าไปกังวลกับเรื่องข้างหน้าหรือวันพรุ่งนี้ จดจ่ออยู่กับงานที่ทำเฉพาะหน้า คิดเสียว่าทำวินาทีนี้หรือนาทีนี้ให้ดีที่สุด  ชั่วโมงข้างหน้าเป็นอย่างไร เอาไว้มาถึงค่อยว่ากัน  การทำแบบนี้จะช่วยให้เรามีเรื่องกังวลน้อยลง และมีสมาธิกับงานเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น  พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องวางแผน  แต่เวลาจะวางแผนก็จดจ่ออยู่กับการวางแผนให้เต็มที่ อย่าไปกังวลกับเรื่องอื่น  นอกจากพักใจขณะทำงานแล้ว  เวลาเราอาบน้ำ ถูฟัน กินข้าว ก็พักใจไปด้วยได้ คือไม่ต้องเอางานการมาคิด  อาบน้ำ ถูฟัน กินข้าวเสร็จแล้วค่อยตั้งหลักคิดหรือทำงานให้เต็มที่ อย่างนี้จะดีกว่า แต่บางทีเรามักจะคิดไม่หยุด คิดเรี่ยราด ใจไม่ได้พัก เลยยิ่งเครียดมากขึ้น  งานก็เลยมีประสิทธิภาพน้อยลง

อย่าไปรู้สึกผิดหากว่าเราจะพักงานหรือพักผ่อนบ้าง  ให้ถือว่าการพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เวลาหลับก็หลับเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอื่น เวลานอนก็นอนให้เต็มที่ ไม่ควรเอางานมาคิด ตื่นขึ้นมาจะได้แจ่มใส ก่อนนอนอาจจะรู้สึกท้อแท้ท้อถอย ไม่เป็นไร หลับให้เต็มที่ ตื่นขึ้นมาเมื่อร่างกายแจ่มใส ได้เห็นแสงเงินแสงทอง จิตใจก็จะพลอยแจ่มใส มีกำลังใจและเห็นทางออกชัดเจนขึ้นในการทำงาน  นอกจากเราจะต้องเจอความยากลำบากของเนื้องานแล้ว  ปัญหาอีกอย่างก็คือปัญหาความสัมพันธ์กับผู้คนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง  ปัญหาข้อหลังนี้อาจจะยากกว่าปัญหาที่เป็นเนื้องาน  ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของเราก็คือการกระทบกระทั่งกับผู้คนที่เราเกี่ยวข้องด้วย บางทีเราไม่ได้ไปกระทบกับเขา แต่เขามากระทบเราเอง เช่น ตำหนิต่อว่าเรา ไม่เข้าใจเรา หรือกลั่นแกล้งเรา เจอแบบนี้เข้าก็ยิ่งเครียดมากขึ้นเจอเรื่องแบบนี้ก็ขอให้ตระหนักว่าคนภายนอกที่เข้ามากระทบเรา เราไม่สามารถไปแก้เขาได้ หรือควบคุมให้เขาเป็นไปตามใจเราได้  สิ่งทีเราทำได้ดีที่สุดก็คือรักษาใจของเราให้ดี ดูใจของเราไม่ให้ทุกข์  ความทุกข์นั้นบางทีมันเกิดจากการที่เราคาดหวังว่าทำดีแล้วต้องมีคนเข้าใจ  พอทำดีแล้วคนอื่นเขาไม่เข้าใจก็ทุกข์  นี่แสดงว่าเราปล่อยให้ความดีมากัดเรา  ทำความดีก็ดีแล้ว แต่อย่าเผลอให้ความดีมากัดเรา เราจะทุกข์และเศร้าหมอง ท้อแท้ง่าย   ทำอะไรก็ตามย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอสิ่งกระทบมากมาย รวมทั้งคำต่อว่าจากคนที่ไม่เข้าใจเรา หรือคนที่สูญเสียผลประโยชน์   มันเป็นเรื่องของนานาจิตตัง อย่าไปคาดหวังคนอื่นจะเข้าใจเราหมด เวลาทำความดีหรือเสียสละ ก็อย่าไปคาดหวังว่าใครเขาจะเข้าใจเรา อย่าไปคาดหวังแม้กระทั่งว่าเขาจะเห็นบุญคุณของเรา  ทำดีอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุดแต่อย่าไปติดยึดกับผลที่ตามมา โดยเฉพาะผลที่เกิดขึ้นกับเรา  ถ้าทำใจอย่างนี้ได้เวลามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อว่าเราอย่างโน้นอย่างนี้ เราจะไม่ทุกข์ เพราะทำใจไว้แต่แรกแล้ว

ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็น่าจะหาประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์ด้วย เช่น ถือว่าคำวิจารณ์เหล่านี้มาช่วยฝึกให้เราอดทนเข้มแข็ง  หรือไม่ก็นำเอาคำพูดเหล่านั้นมาพิจารณาว่าได้แง่คิดอะไรบ้าง  สิ่งที่เขาพูดมาอาจไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นเท็จเสีย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออาจมีประโยชน์ก็ได้ไม่ว่าเราจะเจอแรงกระทบกระแทกเพียงใดก็ตาม ก็ขอให้เรานึกถึงคนอื่น มันอาจช่วยให้เราอดทนได้ดีขึ้น  บทเรียนอย่างหนึ่งจากผู้ประสบภัยสึนามิก็คือ หลายคนผ่านวิกฤตมาได้ก็เพราะนึกถึงคนอื่นที่ลำบากกว่าตัวเด็กอายุ ๑๐ ปีที่ลอยคออยู่กลางทะเล ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังอยู่ในอันตราย แต่เขากลับคิดถึงพ่อ เป็นห่วงพ่อ ทำให้ไม่สนใจความทุกข์ของตนเองเลย  มีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ลูกหลุดมือไป เธอเสียใจมาก กรีดร้องด้วยความทุกข์ แต่พอมีคนพูดให้สติ เธอก็หันไปช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังเดือดร้อน ทำให้สามารถเผชิญกับความสูญเสียได้  ดังนั้นเวลาเรามีความทุกข์ ถูกคนต่อว่า เจอแรงเสียดทานต่าง ๆ ขอให้นึกถึงคนที่สูญเสียคนรักและสิ้นเนื้อประดาตัว  เขาทุกข์กว่าเรามาก  เวลาจะระเบิดออกมาก็ขอให้นึกถึงเขา ระลึกว่าหากเราต้องการจะช่วยเขาให้ไดผล เราต้องมีสติควบคุมตัวเองให้ดี  เพราะหากเราระเบิดออกไป งานอาจจะเสียหายและไปมีผลกระทบกับเขาเหล่านั้น   การจะช่วยเขาให้ได้ผล เราต้องมีความอดทน ไม่ลุแก่โทสะง่าย ๆ ขอให้ถือว่าความอดทนอดกลั้นนี้เป็นส่วนหนึ่งทำของการช่วยเหลือชาวบ้าน และเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนตนเอง  เราเองได้ทำสิ่งยาก ๆ มามากแล้ว น่าจะลองฝึกอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการควบคุมเองไม่ให้ลุแก่โทสะ เพื่อจะได้มีสติปัญญาหาทางออกอย่างแยบคาย  ซึ่งน่าจะดีกว่าการตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงกลับไป

อย่างไรก็ตามถ้าความเครียด ความขุ่นข้องหมองใจ หรือความโกรธเกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปปฏิเสธมัน หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง บางทีเราอยากเป็นคนดี ก็เลยคาดหวังว่าฉันจะต้องไม่โกรธ ไม่โมโห ไม่ทำตัวแย่ ๆ แต่ในเมื่อเรายังเป็นปุถุชนอยู่ก็ต้องมีปัญหาแบบนี้บ้าง แต่เมื่ออารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้วก็ขอให้รู้เท่าทัน และหาทางจัดการกับมัน หรือให้มันอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม  บางทีเราอาจต้องหาโอกาสพูดคุยหรือระบายกับเพื่อน เราอาจไม่พร้อมที่จะพูดคุยหรือเล่าความรู้สึกในกลุ่มใหญ่ ก็พูดคุยในกลุ่มเล็ก ๆ  พวกเราควรจัดหาโอกาสหรือช่องทางในการพูดคุยกันเองเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ความรู้สึกด้วย เพื่อจะได้เป็นการเยียวยาหรือปรับใจให้เป็นปกติ อันนี้เป็นการบ้านที่อยากจะฝากไว้
อีกเรื่องที่ต้องระวังก็คือ นอกจากปัญหากับคนนอกแล้ว เราอาจจะมีความไม่เข้าใจหรือขัดแย้งกับพวกเรากันเอง แค่ความเข้าใจผิดจากคนภายนอกก็รู้สึกแย่อยู่แล้ว  ยังมาเจอกับความเข้าใจผิดจากเพื่อน ๆ ด้วยกัน ก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ การทำงานนั้นมักจะมีปัญหาการสื่อสาร  ยิ่งทำงานกลุ่มใหญ่ ปัญหาการสื่อสารก็ยิ่งเพิ่มตามมา ทำให้มีโอกาสเข้าใจผิดกันง่าย ดังนั้นจำต้องมีวิธีการป้องกัน เช่น พยายามเปิดใจรับฟังกันให้มากๆ โดยไม่คาดหวังล่วงหน้าหรือคิดหาข้อโต้แย้งไว้ก่อน  อย่างที่เรียกว่าการฟังย่างลึกซึ้ง (active listening)  เวลาคนอื่นพูด เราต้องฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง แล้วเราจะเข้าใจซึงกันและกันได้มากขึ้น

การทำงานด้วยใจที่เปิดกว้างเป็นเรื่องสำคัญ  ใจที่เปิดกว้างนี้รวมถึงการไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือนึกถึงตัวเองมากเกินไป ไม่เช่นนั้นจะเกิดอัตตาขึ้น  การทำงานแม้จะเสียสละเพียงใด แต่อัตตาก็อาจเกิดขึ้นได้ ทำอะไรก็อยากให้ผลออกมาถูกใจฉัน ให้คนยอมรับฉัน  พอคนไม่เข้าใจฉัน ก็จะทุกข์ เสียใจว่าทำไมเขาไม่เข้าใจฉัน ฉันอุตส่าห์เสียสละมากมาย  นี่เป็นเพราะเราปล่อยให้อัตตามาเป็นใหญ่ มันก็เลยดึงเอาทุกอย่างมาสนองอัตตา หรือเรียกร้องให้ถูกใจอัตตา เวลาถูกคนวิจารณ์ ก็คิดแต่ว่า “ทำไมเขามาว่าฉัน”  นี่เป็นมุมมองของอัตตา แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเสียใหม่เป็นว่า “เออที่เขาพูดมามันจริงไหม มันถูกมั้ย”  เราจะได้ประโยชน์ เพราะเปิดโอกาสให้เรามาใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นประโยชน์แก่เราแค่ไหน  แม้มันจะไม่ถูกใจเราก็ตาม

อัตตานั้นพอเกิดขึ้นแล้วมันจะเกิดอาการถือพวกถือพ้อง รวมทั้งมีการแบ่งเขาแบ่งเรา ใครที่ทำงานกับเรา เราก็ถือว่าเป็นพวกเรา  ใครที่ทำงานกับองค์กรอื่นก็ถือว่าเป็นพวกอื่น เกิดการแข่งขันกัน จนอาจเกิดความขัดแย้ง อันนี้เราต้องระวัง เพราะคนเรามักชอบแบ่งเขาแบ่งเราโดยไม่รู้ตัว  ทั้ง ๆ ที่ก็ทำงานอย่างเดียวกัน ช่วยเหลือคนเดือดร้อนเหมือนกัน แต่บางทีก็มาทะเลาะกันเพียงเพราะว่าอยู่คนละองค์กรกัน  กลายเป็นว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่ทำงานเพื่อตัวเราเอง อัตตามักทำให้เกิดแบ่งพวกแบ่งพ้องอยู่เสมอ อย่าให้มันเข้ามาเป็นใหญ่ ไม่งั้นจะกระทบกันง่าย  แต่ถ้าเรามีอัตตาน้อยลง การทำงานจะมีความสุข ไม่ว่าเจอความล้มเหลวหรือความสำเร็จ ก็ล้วนมีบทเรียนต่าง ๆ ให้เรารับรู้  ล้มเหลวก็มีประโยชน์คือทำให้รู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ สำเร็จก็มีประโยชน์เพราะรู้ว่าอะไรที่ควรทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม  ล้มเหลวก็ไม่ทุกข์ เพราะงานล้มเหลวแต่ตัวฉันไม่ได้ล้มเหลวด้วย สำเร็จก็ไม่ลืมตัวเพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำงานโดยมีอัตตาน้อยเท่าไร ก็จะสนุกและเป็นสุขมากเท่านั้น  และช่วยให้ชีวิตมีความสงบเย็นมากขึ้นด้วย  ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์  ที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ก็อย่าลืมความสงบเย็น ขอให้ได้สัมผัสกับความสงบเย็นขณะที่ทำสิ่งมีประโยชน์ด้วย

หลายวันที่ผ่านพวกเราได้มาร่วมกันทำบุญที่เป็นมหากุศล ขอให้ผลบุญดังกล่าวจนเป็นพลวปัจจัยให้ทุกคนมีร่างกายที่เข้มแข็ง จิตใจที่สดชื่นแจ่มใส เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเต็มที่  แม้จะมีอุปสรรค ก็ขอให้ข้ามพ้นไปได้ด้วยดี อย่าได้มีอันตรายใด ๆ มาแผ้วพาน ขอให้อานิสงส์แห่งผลบุญดังกล่าวเอื้ออำนวยให้ทุกคนเจริญงอกงามในธรรม อยู่เย็นเป็นสุข และปลอดพ้นจากความทุกข์ด้วยประการทั้งปวงเทอญ..

[บท บก.] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [มุมหนังสือ] [บทความจร] [เล่าสู่กันฟัง] [การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา] [ว่าด้วยชีวิต] [มอบของขวัญ] [ลานข่าว] [ฝากคำ]
จำนวนผู้เข้าชม 001882