ความเหมือนที่แตกต่าง ของชีวิตในต่างถิ่น
เรื่องและภาพโดย ชาธร สิทธิเคหภาค (พุทธมนต์ สิทธิเคหภาค)

ตลอดการเดินทางที่ยาวไกลของชีวิตมนุษย์ แน่นอนว่ากาลเวลาและระยะทางได้นำเราเข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์อันหลากหลาย บ้างก็น่ารื่นรม แต่บ้างก็ขื่นขม ทว่าทั้งหมดที่ผ่านเข้ามานั้นเปรียบได้กับประสบการณ์แสนทรงคุณค่า ซึ่ง ณ วันใดวันหนึ่งในอนาคต เราอาจหยิบมันขึ้นมาจากลิ้นชักเล็กๆภายในความทรงจำ แล้วปลุกมันให้ชีวิตชีวาได้อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ
 ผมเป็นคนหนึ่งที่โชคดี เพราะการได้ใช้ชีวิตเป็นนักเขียนและถ่ายภาพสารคดีธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ผมได้เดินทางไปเกือบทั่วประเทศไทยและในหลายประเทศของโลก ตลอดการแรมทางบนถนนหลายสายนั้นเองที่หล่อหลอมให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมได้พบกับมิตรใหม่ๆหลายคนจากการเดินทาง ซึ่งบางครั้งมิตรที่ว่ากลับกลายเป็นสัตว์แสนน่ารัก อย่างเช่นที่ประเทศเนปาล เช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาท่ามกลางอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส เพื่อเดินออกไปถ่ายภาพยอดเขาหิมะอันนาปุรณะ ขณะที่ถ่ายภาพอยู่นั้น เจ้าหมาน้อยขนปุยสีขาวตัวหนึ่งก็วิ่งรี่เข้ามาหาผม มันกระดิกหางแสดงท่าทางเป็นมิตรอยากรู้จัก ในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนกัน มันซุกตัวเข้ามาอยู่ข้างๆขาของผมเพื่อเบียดแบ่งปันไออุ่น ขณะที่ผมก็ถ่ายภาพไปด้วยความอิ่มเอมใจเช่นกัน ส่วนอีกครั้งหนึ่งที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบชื้นและเทือกเขาสลับซับซ้อน ในคืนที่ฝนพรำไม่ขาดเม็ดและอากาศรอบราวป่าเย็นเยียบ โดยที่ไม่มีสัญญาณใดๆ เจ้าแมวเหมียวเนื้อตัวเปียกปอนตัวหนึ่งก็โดดพรวดเข้ามาจากหน้าต่างซึ่งผมเปิดแง้มไว้ระบายลม มันโดดแหมะลงบนที่นอนของผมพอดี คืนนั้นเราเลยนอนแบ่งปันไออุ่นกันจนเกือบเช้า พอฝนหยุดมันก็จากไปโดยไม่ได้กล่าวคำร่ำลา ทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่ามิตรอาจมาได้ในหลายรูปแบบ  ทั้งมิตรระยะสั้นและระยะยาว แต่แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะผ่านไปแล้วเกือบ 10 ปี แต่เมื่อหวนนึกขึ้นมาทีไร ผมก็ยังแอบอมยิ้มคนเดียวเสมอๆ และผมก็แน่ใจว่าทุกคนก็ต้องมีช่วงเวลาดีๆเช่นนี้เอาไว้นึกถึงเช่นกัน

       หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ความสนใจของผมก็มุ่งไปเฉพาะกับคำว่าธรรมชาติ เดินทางไปที่ไหนจึงไม่ได้สนใจภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และความเป็นอยู่ของคนในแต่ละถิ่น จวบจนเวลาผ่านไปมีบางสิ่งมาสะกิดเตือนผมให้เริ่มเข้าใจว่า โลกและสังคมมนุษย์นั้นมีหลายด้าน หากปราศจากพืช สัตว์ และมนุษย์ ก็คงจะไม่สามารถหล่อหลอมให้เกิดรูปแบบของสิ่งที่เป็น โลก อย่างเช่นปัจจุบันได้ ในห้วงเวลาถัดมาผมจึงเริ่มถอยหลังกลับมาเพื่อเริ่มก้าวเดินไปพร้อมกับมุมมองใหม่ นั่นคือการให้ความสำคัญกับชนพื้นถิ่นในแต่ละสถานที่ที่ได้ไปเยือนมากขึ้น ราวกับการได้เกิดใหม่อีกครั้ง
        ที่หมู่บ้านห้วยปูเลย ตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) ที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญแบบสุดขั้ว คนในหมู่บ้านยังคงแต่งกายงดงามตามวัฒนธรรมของตน คนในหมู่บ้านประชุมกันแล้วว่าจะไม่เอาไฟฟ้าของหลวง เพราะเห็นบทเรียนจากหมู่บ้านรอบข้างที่เริ่มมีโทรทัศน์ดู เด็กๆพากันแต่งตัวเลียนแบบคนเมืองพื้นราบ ขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานในไร่หนักขึ้นเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าไฟ ทั้งๆที่บรรพบุรุษเมื่อก่อนไม่ต้องทำเลย ยามค่ำที่หมู่บ้านนี้ช่างงดงาม บรรยากาศใต้แสงดาวปราศจากแสงไฟนีออน แสงสีเหลืองส้มนวลๆจากเตาไฟในครัวลอดออกมาจากฟากไม้ไผ่ของแต่ละบ้าน งามราวกับมีเทศกาลประชันแสงสีท่ามกลางบทเพลงไพเราะของเหล่าแมลงที่กรีดปีกระงมราวเสียงดนตรีสวรรค์

      

      ก่อนฟ้ารุ่ง เสียงครกกระเดื่องดังมาจากใต้ถุนหลายบ้าน ชาวปกากะญอตื่นขึ้นรับตะวันตำข้าวเลี้ยงปากท้องของคนในครอบครัว เด็กๆได้รับการแบ่งหน้าที่ไปให้อาหารหมูที่เลี้ยงไว้ใกล้ๆกัน ขณะที่บางคนเริ่มต้อนวัวออกไปหากินในนาข้าวที่เกี่ยวเสร็จแล้ว พอวัวกินหญ้าอิ่ม มันก็จะถ่ายกลับไปเป็นปุ๋ยในนาข้าวได้อีก ส่วนป่าสนรอบๆหมู่บ้านนั้นก็คือเขตสงวนที่ต้องมีการขออนุญาตก่อนใช้งานเพื่อรักษาสภาพไว้เป็นบ่อกำเนิดแหล่งน้ำ เกิดความผูกพันธ์กับธรรมชาติโดยไม่ต้องมีกฎหมายใดๆมาบังคับ ย้อนกลับมาที่ใต้ถุนบ้านหนึ่ง แม่ลูกอ่อนกำลังใช้กี่เอวนั่งทอผ้าผืนเพื่อใช้กันในครัวเรือน แต่เจ้าเด็กน้อยก็เกิดโหยหาความหอมหวานของนมแม่ขึ้นมาอย่างกระทันหัน ถ้าเป็นในเมืองใหญ่ ลูกคงโดนดุที่ไปรบกวนเวลาทำมาหากินของแม่ แต่ที่ห้วยปูเลยนี้ แม่ก็สามารถให้นมลูกน้อยขณะที่ยังคงทอผ้าไปได้อย่างสบายอารมณ์ เป็นภาพแห่งความผูกพันธ์ที่ตรึงใจผมที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตการเดินทางทีเดียว
      อีกครั้งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทามันเนการ่า ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นป่าดงดิบชื้นเขตร้อนที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก ผมได้ล่องเรือเข้าไปตามลำธารในป่าดิบ

ผืนนี้ ได้เห็นต้นยางขนาดยักษ์หลายสิบคนโอบขึ้นอยู่เรียงรายสองฝั่งลำธารโดยไม่มีใครไปรบกวน เช่นนี้สภาพธรรมชาติจึงเบ่งบานได้อย่างเสรี ระหว่างทางเรือของเราก็ต้องหยุดลงอย่างกระทันหัน มิใช่มีอันตราย แต่เราได้พบหมู่บ้านของชาวป่าเผ่าโอรัง อัสลี เข้าโดยบังเอิญ ชนเผ่านี้เป็นพวกเงาะป่าตัวดำ ผมหยิกหยอยติดหนังหัว และได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลมาเลเซียให้อาศัยล่าสัตว์หากินอยู่ในอุทยานแห่งชาติทามันเนการ่าได้ตามบรรพบุรุษของพวกเขา วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของโอรัง อัสลี จึงยังคงสืบสานอยู่ได้จนทุกวันนี้
        เราเทียบเรือเข้าฝั่งซึ่งเป็นเนินทรายสูงชายน้ำ คนทั้งหมู่บ้านออกมาดูคนต่างถิ่นผิวขาวเช่นเรา สายตาหลายสิบคู่จับจ้องผมราวกับมนุษย์ซึ่งข้ามเวลามาจากอีกโลกหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีสายตาอีกหลายคู่ โดยเฉพาะของเด็กๆที่เอียงอายแอบดูผมอยู่จากหลังกระท่อมมุงจากเก่าคร่ำคร่า พวกเขาจะล่วงรู้บ้างหรือไม่ว่าขณะนี้โลกภายนอกมีรถไฟฟ้าใช้กันแล้ว ทหารอเมริกาในอิรักกำลังยิงปืนต่อสู้ทุกวันตามคำสั่งผู้นำ พวกเขาจะรู้จักคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตหรือไม่ ควรลืมไปได้เลยกับคำถามเหล่านี้ เพราะในโลกสีเขียวซึ่งมีแต่พงไพรเช่นนี้ การดำรงชีวิตภายใต้การมีปัจจัยสี่อย่างพอเพียงก็ดูจะเพียงพอแล้ว สังคมเล็กๆของหมู่บ้านที่มีสมาชิกไม่เกิน 30 คนนี้ ดูจะสามัคคีกลมเกลียวกันดี บทเรียนที่พวกเขาได้ให้ผมไว้ก็คือ ความรักŽ คือสิ่งที่จะทำให้ธรรมชาติและโลกอยู่ได้อย่างสงบสันติ ในท่ามกลางป่าดิบที่แวดล้อมด้วยเมืองใหญ่คือสรวงสวรรค์ที่กำลังจะหายไปจากพื้นพิภพ แต่หากวันใดเผ่าโอรัง อัสลีต้องหายสาบสูญไปจากโลกจริงๆ จะมีใครในกระแสวังวนแห่งการพัฒนาจะสนใจบ้าง หรือจะถูกปล่อยให้เป็นระลอกน้ำเล็กๆระลอกหนึ่ง ซึ่งในที่สุดก็จะอ่อนแรง แล้วถูกกลืนหายไปกับห้วงสมุทรอันแผ่ไพศาลไร้ขอบเขต
      
ก่อนจากหมู่บ้านไป
       ภาพสุดท้ายที่เห็นคือลูกเล็กๆในอ้อมกอดของแม่ที่หน้ากระท่อม มันทำให้ผมย้อนกลับไปนึกถึงวัยเด็กของตนเองที่ยังมีแม่โอบอุ้มอยู่ข้างๆ คอยป้อนข้าว คอยสอนเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ และคอยปกป้องผมจากโพยภัยทั้งปวง
บินลัดฟ้าไปใกล้ๆกับกาฬทวีปแอฟริกาสู่เกาะมาดากัสการ์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เกาะนี้มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อย แต่มีประชากรเบาบางกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ อันเกิดจากความแห้งแล้งของประเทศ เพราะผู้คนที่อพยพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสู่มาดากัสการ์เมื่อกว่า 1,500-2,000 ปีก่อน ได้ค่อยๆตัดต้นไม้ลงเกือบหมดเกาะ เช่นนี้แล้วความชุ่มชื้นจึงหนีหายไปจากมาดากัสการ์เสียนานแล้ว

     ผมลงไปเดินทางสำรวจภาคใต้ของเกาะมาดากัสการ์พบว่า ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าไม้พุ่มหนามและทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายแสนร้อนแล้ง ไม่มีน้ำให้ปลูกข้าว ผู้คนจึงต้องกินแต่หัวมันกับข้าวโพด นับเป็นภูมิประเทศแสนกันดารที่คนสามารถปรับตัวไปอาศัยอยู่ได้อย่างน่าชื่นชม
 ชาวพื้นเมืองในมาดากัสการ์คือพวกมาลากาซีซึ่งมีอยู่กว่า 18 ชนเผ่า ส่วนในภาคใต้นั้นเรียกว่าเผ่าแอนแทนดรอย ขณะที่รถของผมวิ่งฝ่าพายุฝุ่นของผืนทรายผ่านไปตามหมู่บ้านแอนแทนดรอยนั้น ทุกวันจะได้เห็นภาพของการออกไปล่าหาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นในลำธารสายเล็กๆที่กำลังจะแห้งเหือด หรือจากการขุดหลุมลึกแล้วหย่อนกระป๋องลงไปตักขึ้นมา ที่นั่นน้ำเป็นสิ่งมีค่ายิ่งกว่าทอง ข้าวคือของที่คนรวยเท่านั้นจะมีสิทธิ์ซื้อกิน และแทบไม่มีถุงพลาสติกให้เห็น เพราะผู้คนยังใช้กระเป๋าและตะกร้าสานใส่ข้าวของกันอยู่
     บนริมฝั่งแม่น้ำชิริบินระหว่าทางมุ่งลงใต้ แม่ลูกคู่หนึ่งพากันไปล่าน้ำท่ามกลางแดดแผดกล้าของยามบ่าย เป็นภาพแห่งความสัมพันธ์เพื่อการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ขณะที่ผืนทรายก็กำลังแอบกระซิบว่า โลกนี้มันไม่โหดร้ายเกินไปหรอกหากเจ้ายังคงยึดมั่นในคำว่า รักŽ ที่มีต่อโลก
 ทุกวันนี้ ชีวิตของผมยังคงเดินทางต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังยึดมั่นเสมอคือคำว่า รักŽ ซึ่งอาจมาหาเราและสามารถแสดงออกไปได้ในหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับที่ผู้คนตามชุมชนเล็กๆซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลกยังคงยึดมั่น ขณะที่คนเมืองอาจหลงลืมสิ่งเหล่านี้ไปนานแล้วก็เป็นได้

[บทบรรณาธิการ] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [บทความจร] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย “ชีวิต”] [ลานข่าว] [มอบของขวัญ]
จำนวนผู้เข้าชม 003660