ความรักและปัจจัยสันติภาพปี ๒๕๔๘
สันติกโร
ถึง เพื่อนโกมลและสหายธรรม 

       ผมรู้สึกว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีความรุนแรง ความขัดแย้ง เรื่องสงคราม การเอารัดเอาเปรียบ ความบ้าอำนาจและการแก้แค้นมากกว่าปีก่อน  ก็คงเป็นความหวังที่มีอยู่ในใจของคนทั้งหลายว่าปีข้างหน้าคือ ปี ๒๕๔๘ จะมีสันติภาพมากกว่าปีที่แล้ว  ไม่ว่าเมืองไทยหรืออเมริกา หรือประเทศตะวันออกกลางกับอีกหลายพื้นที่ในโลกเรา  ก็มีคนหันมามองกันเป็นฝักฝ่าย เป็นพรรคเป็นพวก กูๆ มึงๆ และไม่ค่อยมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากนัก 
ในสหรัฐอเมริกาเอง  เพื่อนผมจำนวนไม่น้อยก็เศร้ามากกับการที่ประชาชนชาวอเมริกันได้เลือก จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานธิบดีในวาระที่ ๒ มีหลายคนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอเมริกันจำนวนหนึ่งเลือกที่จะให้คนนี้เป็นประธานาธิบดีต่อไป  ในเมื่อสายตาของกลุ่มเพื่อนผมไม่เห็นว่าคนนี้มีคุณสมบัติหรือศักยภาพที่สมควรแก่การเป็นผู้นำประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ในโลกปัจจุบัน และเมื่อไม่เข้าใจตรงนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าฝ่ายโน้นเป็นกลุ่มที่เราพูดกันไม่รู้เรื่อง  และเท่าที่ผมอ่านข่าว  คนที่เลือกบุชก็จะไม่ค่อยเข้าใจคนอย่างผมหรือเพื่อนของผม  ซึ่งก็น่ากลัวมากที่ความแปลกแยกในสังคมไม่ว่าในอเมริกา เมืองไทยหรือที่ไหนก็ดูจะเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย   

      นอกจากการแบ่งแยกในเรื่องรวย และยากจนที่พูดกันว่าช่องว่างระหว่างคนที่รวยจัด เช่น หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของคนที่รวยที่สุด กับคนยากจนที่ต่ำสุด ยี่สิบเปอร์เซ็นต์  ช่องว่างนี้ก็โตขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่นอกจากนั้นก็ยังพูดกันถึงความแบ่งแยกและแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายในด้านวัฒนธรรม ซึ่งเรื่องนี้ก็พูดกันสลับซับซ้อนพอสมควร เช่น แบ่งแยกระหว่างชาวคริสต์หัวเก่าที่ยึดคัมภีร์กับคนที่ไม่ค่อยใส่ใจศาสนามากนัก  (พวก secular)  หรือแบ่งแยกระหว่างคนในเมืองกับคนชนบท  หรือคนในเมืองที่ค่อนข้างยากจนกับคนรอบเมืองที่อยู่บ้านดี หรูหรา ชานเมือง หรือแบ่งแยกระหว่างรัฐที่เลือกบุชกับรัฐที่ไม่เอาบุช  ก็ดูเป็นความสับสนปั่นป่วน ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน  และที่สำคัญอย่างยิ่งความมีเมตตาไมตรีต่อกันและกันน้อยลง  ทำให้เป็นภาพที่น่ากลัว 
      สถานการณ์ในอเมริกา และในเมืองไทย ผู้อ่านคงทราบดีอยู่แล้ว  สำหรับปีใหม่ที่กำลังมาถึงพวกเราจะอธิษฐานจิตและตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อสันติภาพในปีต่อไป  ซึ่งตรงนี้คงต้องระบุว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงการไม่มีมีทหารรบกัน  อย่างที่อเมริกาไม่มีทหารรบกันในแผ่นดินของเรา  แต่การรบกันชนิดอื่นๆ ก็มี เช่น เรื่องเกี่ยวกับการค้าขายยาเสพติด หรือการที่คุกอัดแน่นโดยคนจน  โดยเฉพาะคนผิวดำ  อันนี้ก็มีการมองว่าเป็นสงครามชนิดหนึ่ง   ในสภาพเช่นนี้พวกเราจะทำกันอย่างไรดีที่ชีวิตของเราเอง ชีวิตครอบครัว ชีวิตชุมชน ชีวิตประเทศชาติและโลกจะมีสันติภาพเสียบ้าง 
ตรงนี้ผมอยากเสนอปัจจัย ๓ ประการที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ ซึ่งผมจะพูดในฐานะคนอเมริกันที่กำลังศึกษาชีวิตในอเมริกาและพยายามเผยแพร่พุทธศาสนาที่นั่น  แต่หวังว่ามุมมองต่างๆ ของผมแม้จะอาศัยสถานการณ์ในอเมริกาเป็นส่วนใหญ่น่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนไทยเสียด้วย  ปัจจัยแรกคือ ศีลธรรมที่เป็นไปตามธรรมชาติ  ที่ผมระบุว่าเป็นตามไปธรรมชาติก็เพราะว่า เรื่องศีลธรรมเป็นประเด็นที่นักการเมืองได้ใช้แล้วในการหาเสียงและใช้อย่างบิดเบือน  ทำให้เป็นศีลธรรมมั่ว บิดพลิ้ว และเท่าที่ผมทราบ นักการเมืองไทยที่ทำเช่นนี้ด้วยกำลังมีอยู่  มันอ้างเรื่องศีลธรรม แต่เมื่อเราดูดีๆ ก็จะพบว่าเป็นศีลธรรมที่กลุ่มหนึ่งจะบังคับอีกกลุ่มหนึ่ง  เช่น ที่เป็นปัญหายุ่งยากในอเมริกาข้อหนึ่งคือ ประเด็นเรื่องทำแท้ง

[บทบรรณาธิการ] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [บทความจร] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย “ชีวิต”] [ลานข่าว] [มอบของขวัญ]
จำนวนผู้เข้าชม 002174