ว่าด้วย “ชีวิต”  

Rodney Smith เขียน
ชัยยศ  ยโสธโร  แปล
(จากหนังสือ “Lesson from the dying”)

ค้นหา “ความหมาย”
ผู้คนมักพูดกันว่าสิ่งที่เราทุกคนมุ่งแสวงหา คือ ความหมายของชีวิต  ผมไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกเราแสวงหา    ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเราแสวงหา คือ ประสบการณ์ของการมีชีวิต  ดังนั้นประสบการณ์ของการมีชีวิตในระดับทางกายกายจึงมีความหมายพิเศษต่อภาวะชีวิตด้านใน  ภาวะชีวิตที่แท้จริง  ดังนั้นสิ่งที่พวกเรารู้สึกจริงๆ คือ การเพลิดเพลินมีชีวิตชีวากับการมีชีวิตที่ดำรงอยู่
     โจเซฟ  แคมเบล

หนึ่งในบทเรียนที่พวกเรามักได้เรียนรู้อยู่เสมอจากภาวะเจ็บป่วยใกล้ตาย  คือ การที่พวกเรามักชอบอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์อันเลวร้ายของตนเอง  เมื่อความตายย่างใกล้เข้ามา   แล้วเราได้ย้อนมองกลับไปที่ชีวิตของตนเอง  คนไข้ใกล้ตายจึงมักเต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้า เสียใจที่ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นไปตามคุณค่าชีวิตที่ตั้งใจไว้  เมื่อความตายใกล้เข้ามา  ชีวิตของบางคนมุ่งรักษาความหมายของชีวิตด้วยความสงบทางจิตใจ  บางคนก็ได้พบความมุ่งหมายของชีวิตขณะที่พวกเขาใกล้ตาย  อย่างที่พวกเราได้ค้นพบความหมายของชีวิตและเติบโตด้วยความตระหนักรู้  ได้พบความหมายของชีวิตในตัวมันเอง  ไม่ว่าสิ่งใดที่ทำให้เราคืนสู่ความมีชีวิตก็คือ สิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต  สิ่งสำคัญในชีวิตที่แท้จริงและมีชีวิตตามคุณค่าที่นำเราคืนกลับสู่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างที่เราได้สังเกตรับรู้กันในภาวะใกล้ตาย

    ทุกปี พวกเรามีการเสนอเนื้อหาการอบรมให้แก่อาสาสมัคร  พวกเราได้ขอให้อาสาสมัครเลือกกรอบระยะเวลาที่ต้องเผชิญความตายของตนเอง  โดยมี ๓ ทางเลือกและขอให้พวกเขาอธิบายเหตุผลในการเลือก  ทางเลือกที่ ๑) คือ ความตายที่มาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่เกี่ยวพันกับเรามาอยู่ร่วมด้วยในขณะนั้น  ทางเลือกที่ ๒ ) คือ ความตายที่ถูกวินิจฉัยว่าจะเหลือเวลาให้เราในช่วงใกล้ตายเพียง ๒-๓ วัน  และ ๓) คือ ความตายที่ถูกวินิจฉัยว่าเหลือเวลาอยู่เพียง ๓-๖ เดือนเท่านั้น  ส่งที่น่าสนใจคือ ทั้ง ๓ ทางเลือกถูกเลือกด้วยจำนวนที่ใกล้เคียงกัน  คำอธิบายของแต่ละทางเลือกมักจะมีข้อแม้ไว้ด้วย  ดังเช่น กรณีความตายที่กะทันหัน  คือ “ฉันไม่ต้องการตายด้วยความทุกข์ทรมานทางกายหรือทางใจจากการที่รู้ว่าตนเองกำลังต้องตาย”  หรือกรณีที่รู้ตัวล่วงหน้า คือ “ฉันคงสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการทำ และบอกกล่าวร่ำลากับทุกคนได้ใน ๒-๓ วันที่เหลือ”  และ “ฉันต้องการเวลามากพอที่จะช่วยคนรักของฉันได้มีชีวิตที่ลงตัวและดำรงอยู่ได้” หรือ “ฉันคงมีจุดจบของชีวิตที่เปิดกว้างและเติบโตได้จากความใกล้ชิดที่ได้อยู่กับครอบครัวในช่วงเดือนที่เหลืออยู่”

    ก่อนความตายจะมาถึง  พวกเราแต่ละคนล้วนจัดวางความหมายของชีวิตตนเองและกำหนดคุณค่าของเวลาที่เหลืออยู่  สำหรับบางคนหลังจากรู้ว่าตนต้องตายในอีกไม่นาน  ช่วงเวลาที่เหลือนั้นดูยาวนานเหลือเกิน  เพราะมองว่าการได้รู้ล่วงหน้าถึงช่วงเวลาที่เหลืออยู่เป็นภาระของครอบครัวที่ต้องเหนื่อยล้าทางอารมณ์ความรู้สึก  จากแง่มุมนี้จึงมองความตายว่าพรากผลาญทรัพยากรของครอบครัวและนำไปสู่การสุญเสียการควบคุมและความมั่นคง  จากแง่มุมนี้ความตายเป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เราอยากให้มันเพียงผ่านเข้ามาแล้วจากไปอย่างรวดเร็วเท่าที่เป็นไปได้

    สำหรับบางคน  ความตาย คือ โอกาสครั้งหนึ่งของชีวิต ความพร้อมเช่นนี้จะเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับภาวะของจิตใจผู้ป่วยใกล้ตายว่าเป็นไปอย่างไร  จากแง่มุมนี้ความตายเป็นโอกาสแห่งประสบการณ์อันร่ำรวยที่ทุกคนสามารถเตรียมพร้อมตัวเองได้  ความยากลำบากเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับรู้  แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ก็ด้วยความคาดหวังได้ถึงการเติบโตและการได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวทั้งหมด
  
    โดยทั่วไปคนเรามักจะต้องสิ้นชีวิตในภาวะที่อยู่ระหว่างทัศนะอันสุดขั้ว ๒ ด้าน คือ ในแง่ที่ว่าภาวะใกล้ตายเป็นภาวะทุกข์ทรมานที่ต้องค้นหาสิ่งสำคัญมากกว่าที่ความกลัวตายจะเปิดให้เราได้จินตนาการ  ในทางตรงข้ามสำหรับบางคนที่เชื่อว่าไม่มีโอกาส พวกเขามักจะมีความทุกข์ทรมานมากกว่า  เพราะว่าความตายเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายทารุณเนื่องจากการต่อสู้ขัดขืนทางจิตใจ

    ความหมายที่เราให้กับความตายและภาวะใกล้ตายเป็นสิ่งชี้ถึงท่าทีทางจิตใจที่เรามีต่อชีวิต  มันมาจากสิ่งที่เราพิจารณาว่ามันเป็นจุดประสงค์ของเราในโลกใบนี้  สิ่งที่เราให้คุณค่าและยึดถือสิ่งที่เป็นที่รักให้มีชีวิตต่อไป  เมื่อเราพบกับความตายและเรามองย้อนกลับไปที่ชีวิตของเราเอง  ประเมินค่าความหมายที่เราให้กับชีวิต  พวกเรามักจะตัดสินคุณค่าชีวิตจากที่เราได้รักษาความหมายของชีวิตได้ดีเพียงใด  ผลลัพธ์ของการตัดสิน คือ ปัจจัยที่ชี้ คือ เราสบายใจกับภาวะใกล้ตายนั้นเพียงใด

    ผมกับจิมเคยเป็นพระภิกษุด้วยกันมาก่อน  จิมเคยเป็นนักบินขับไล่ในช่วงสงครามเกาหลี  ตอนที่เขาตัดสินใจเป็นพระ  เขาตัดสินใจว่าเขาจะลาสิกขาหลังจากครบ ๒๗๘ วัน เขาเฝ้าคอยที่จะลาสิกขาและขีดฆ่าแต่ละวันที่ผ่านไปบนปฏิทิน  จิมรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้างในการที่จะลาสิกขาไป  ผมถามจิมว่าทำไมเขาตัดสินใจเป็นพระในครั้งแรก  เขาตอบคำถามด้วยเรื่องราวชีวิตของเขา ดังนี้

    ในช่วงสงครามเกาหลี  เรือบรรทุกผู้อพยพลำหนึ่งจากเกาหลีเหนือมุ่งหน้าลงใต้  กองเรือทหารเกาหลีใต้ได้มาพบเรือลำนี้และเข้าช่วยเหลือ  แต่เรือลำนี้กลับเป็นกับดักของทหารเกาหลีเหนือและได้ทำลายจมเรือของฝ่ายเกาหลีใต้ที่บริเวณนั้น   ๒ สัปดาห์ต่อมามีเรือลำหนึ่งมุ่งจากเหนือลงใต้มาและอ้างว่าเป็นเรือผู้อพยพ  คราวนี้ทหารเกาหลีใต้ตัดสินใจที่จะจมเรือลำนี้ก่อนที่เรือลำนี้จะมีโอกาสทำลายเรือฝ่ายเกาหลีใต้ลำอื่นๆ ทหารฝ่ายเกาหลีใต้สั่งให้จิมซึ่งข้ามฝั่งมาทำหน้าที่รับผิดชอบภาระนี้  จิมปฏิบัติตามและพบว่าเรือลำนี้เป็นเรือผู้อพยพจริงๆ  และผู้บริสุทธิ์ ๒๗๘ ศพก็ต้องสังเวยชีวิต
 
    ตอนแรกจิมมองการสังหารหมู่ครั้งนี้ด้วยการบอกกับตนเองว่า สงครามก็คือ สงคราม  แต่ต่อมาเมื่อเขาอายุมากขึ้น ระบบคุณค่าของเขาเริ่มเปลี่ยนไป  ก่อนที่จิมจะตัดสินใจลาสิกขา  ความรู้สึกผิดบาปในจิตใจเขาเข้มข้นมากจนเขาไม่สามารถทนอยู่กับตนเองได้  จิมบวชเป็นพระเพื่อไถ่โทษให้กับชีวิตที่ตายไป  จิมบอกว่าเขาคงถูกหลอกหลอนด้วยความกลัวตายจากจิตสำนึกที่มีกับเหตุการณ์นี้

    ถ้าเรากระทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความหมายและเป้าหมายของชีวิต  เราจะรู้สึกว่าเราหมกมุ่นมากกับเรื่องต่างๆ ตามอายุ พวกเราล้วนมีคุณค่ามาตรฐานอยู่ภายใน  เป็นระบบคุณค่าที่มาจากทัศนะความหมายต่อชีวิตและเรายึดถือรับผิดชอบด้วยการรักษาและดำรงกิจกรรม ความหมายของชีวิตจากประสบการณ์ชีวิตที่มีมา  แต่ความหมายของชีวิตเราอาจเปลี่ยนแปลงตามอายุ  หรือสิ่งที่เราเคยยอมรับว่าทำได้นั้นกลับกลายเป็นเรื่องต้องห้าม  ทำไม่ได้ในภายหลัง  พวกเราจึงอาจตัดสินเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตด้วยมาตรฐานคุณค่าภายในจากบางสิ่งที่เราได้เข้าถึงประสบการณ์บางอย่าง

    มันไม่มีความหมายชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคนและในทุกเวลา  และไม่มีสิ่งสำคัญสูงสุดหรือเป้าหมายสูงสุดอยู่ในชีวิตเสมอไป  ชีวิตนั้นเป็นสิ่งว่างเปล่าที่เราต้องขีดเขียนความหมายที่เราเลือกให้กับชีวิตเอง  ความหมายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการตีความ ทำความเข้าใจกับประสบการณ์ทั้งหมดกับชีวิต  ดังเช่นที่เวอร์จิเนีย วูฟ เคยเขียนไว้ว่า  “ความหมายของชีวิต คือ อะไรหรือ .. ความประจักษ์แจ้งอันยิ่งใหญ่  .. ที่ยังไม่เคยมาถึง..  แต่สิ่งมหัศจรรย์เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตนั้นมีมาอยู่เสมอ  ความสว่างอันเรืองรอง จุดประกายโดยไม่คาดคิดในความมืดมิด ”


    ความหวัง
เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าชีวิตและเป้าหมายของชีวิตแล้ว  เราก็เริ่มที่จะเข้าถึงความเป็นตัวเรา และทิศทางชีวิตที่เรามุ่งเดินทาง  สิ่งเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นจากหัวใจที่ต้องการเติบโต  พวกเรามักจะตั้งคำถามถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อพวกเราอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์  เช่น เมื่อเราสูญเสียคนที่เรารัก  หรือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย เราต้องถอยกลับมาเพื่อทบทวนตรึกตรอง  ค้นหาคำตอบที่จะให้ความเป็นมาในการทำความเข้าใจกับปัญหาเหล่านี้

    ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเป็นใครมาก่อน  เราจะเติมเต็มช่วงเวลาของพวกเราในโลกใบนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร  นี่เป็นคำถามทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นเมื่อเราได้เป็นพยานพบว่ามุมมองชีวิตเดิมๆ ของเราในการเผชิญสิ่งต่างๆ ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป  เมื่อระบบคุณค่าที่เราเคยยึดถือเป็นสิ่งรัก สิ่งหวงแหน  มันไม่สามารถตอบคำถามต่อความทุกข์โศกที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียได้  คำถามเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการที่เราแสวงหาบางสิ่งที่อยู่เหนือความทุกข์ทรมานที่มีส่วนตัว  ค้นหาความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าของตนเอง  ค้นหาเป้าหมายที่จะเปิดให้เราข้ามพ้นสิ่งเดิมๆ สิ่งที่จำกัด  ถ้าเราสามารถค้นหาเป้าหมาย วัตถุประสงค์เช่นนี้ได้  ความทุกข์โศกในตัวเราก็คงเป็นสิ่งสูงส่ง สิ่งที่มีความหมายได้

    คนไข้ใกล้ตายส่วนใหญ่ตั้งคำถามถึงคุณค่าชีวิตของพวกเขาและความหมายของความตายที่พวกเขาเคยมีมา  พวกเขาดำดิ่งอย่างลึกซึ้งเข้าไปในหัวใจ  ตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง  ยามที่ต้องอยู่กับสถานการณ์ทุกข์ทรมานที่ไม่จบสิ้น  หลายคนผ่านพ้นช่วงนี้ด้วยความรู้สึกว่าไร้ค่า หมดหวังและช่วยเหลือตนเองไม่ได้  บางคนก็ตรึกตรอง หมกมุ่นกับเรื่องนี้ และ ๒-๓ คนที่ฆ่าตัวตาย   ส่วนที่เหลือจากความมืดมิดเหล่านี้ คนไข้หลายคนได้เข้าถึงความรู้สึก สัมผัสและเป้าหมายชีวิตใหม่  พวกเขาได้รื้อฟื้นคุณค่าจากที่เคยจมจ่อมร่วมหลายปี  หรือสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ๆ พ้นไปจากสิ่งผุพังในสภาพเดิมๆ รอบตัว

    โรเบิร์ต คนไข้ในสถานพยาบาลระยะสุดท้ายเคยเป็นคนขับรถบรรทุกที่เท็กซัสและเดินทางอย่างอิสรเสรี  เขาขับขี่รถบ้านพ่วงกับรถบรรทุกมาร่วม ๓๐ ปี   และเดินทางทั่วประเทศมานับครั้งไม่ถ้วน  ในช่วง ๒-๓ สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเกษียณอายุ โรเบิร์ตกลับมาขับขี่รถบรรทุกเพื่อรื้อฟื้นอิสรภาพบนท้องถนน  เขาใช้เวลากับการขับขี่มาค่อนชีวิต เขารู้สึกว่าเขาไที่ไหนก็ได้และรักความรู้สึกที่ได้อยู่บนเส้นทางถนนที่เปิดโล่ง  เขามักแหงนหน้ามองไปทั่วขณะขับขี่

    เพื่อที่จะผ่านพ้นช่วงการรักษาพยาบาลโรคมะเร็งซึ่งต้องอดทนต่อสู้อย่างรุนแรง  โรเบิร์ตใช้การขับขี่รถเป็นเวลาร่วมชั่วโมงขณะที่เคมีบำบัดกำลังแทรกซึมกระจายลามไปทั่วแขน   แต่เมื่อโรเบิร์ตอ่อนแอมากขึ้น  สิ่งที่ชัดเจนคือ การออกไปขับขี่รถยนต์บนท้องถนนเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเขาเองและคนอื่น  นางพยาบาลในสถานพยาบาลระยะสุดท้ายขอร้องให้โรเบิร์ตฝากกุญแจรถไว้กับเธอ  โรเบิร์ตรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากๆ สำหรับชีวิตเขา  หลายสัปดาห์ต่อมาเขารู้สึกหมดเรื่องแรงและเฉื่อยเนือย  เขายังคงนั่งอยู่บนที่นั่งคนขับเป็นเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน   โรเบิร์ตอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลในขณะนั้นด้วย  และอย่างค่อยเป็นค่อยไป  โรเบิร์ตเลิกนั่งที่รถบรรทุกและนอนเหยียดยาวบนเตียงนอนพร้อมกับกอดกุมพระคัมภีร์  ศาสนาจารย์ที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายแห่งนั้นอยู่ร่วมเป็นเพื่อนกับโรเบิร์ตด้วยกระทั่งเขาเสียชีวิต  โรเบิร์ตบอกว่าเขาได้พบความหวังใหม่ “ในพระวจนะของพระเจ้า”  เขาตายพร้อมกับพระคัมภีร์ที่อยู่เคียงข้าง  มองตรงไปที่หน้าต่างซึ่งเห็นรถบรรทุกของเขาจอดนิ่งอยู่

    ศูนย์รวมความสำนึกที่มีต่อความหวังและความหมายชีวิตของโรเบิร์ตค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป  แม้ว่าโรเบิร์ตจะไม่สามารถเลิกราราจากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของรถบรรทุกได้  โรเบิร์ตก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนความหมายและความยินดีในการเดินทางไปสู่พระเจ้าได้  คุณค่าใหม่ที่เขาจัดวางตนเองไว้กับพระคัมภีร์ได้รองรับต่อความรู้สึกสูญเสียที่เขาไม่สามารถขับขี่รถบรรทุกได้อีกต่อไป  เพียงแต่การที่เขาไม่สามารถเฝ้าดุรถบรรทุกของเขาและเกาะกุมพระคัมภีร์ก็สามารถช่วยให้เขาฟื้นฟูจิตวิญญาณและคืนสู่ความใหม่ได้อีกครั้ง  ขอให้โรเบิร์ตสามารถขับขี่เดินทางได้ตลอดไป  ขอให้เขาเป็นอิสระกับการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหม่

    สำหรับงานที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายกล่าวได้ว่า  ในภาวะใกล้ตายนั้นธรรมชาติของความหวังจะมีการเปลี่ยนแปลงจากความหวังบนความคิดคำนึง  กลายมาเป็นความหวังต่อช่วงเวลาอันมีคุณค่า  ด้วยการปรับเปลี่ยนเช่นนี้  ความหวังได้กลายเป็นกระบวนการที่คนไข้จะสามารถเชื่อมโยงชีวิตกับวิถีที่เขาคุ้นเคยใกล้ชิดได้  คนไข้เริ่มที่จะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่าการมองชีวิตของตนเองที่อนาคต  คนไข้เริ่มที่จะมีความหวังด้วยความกระตือรือร้นต่อเป้าหมายและความหมายชีวิตมากกว่าการผัดผ่อนมันไปที่หลัง  สิ่งเหล่านี้นำพวกเขาไปเผชิญหน้ากับคุณค่าชีวิตของพวกเขา  การกระทำของคนไข้ที่บ่อยครั้งมักไม่รู้ตัวจะเปลี่ยนแปลงเป็นการโต้ตอบที่รวดเร็วขึ้น คุ้นเคยมากขึ้นและเปิดเผยมากขึ้น  และเป็นการกระทำที่ไม่ต้องคาดคิดไปล่วงหน้าหรือรู้สึกลังเลสงสัย  คนไข้จะเริ่มอยู่กับความหมายที่พวกเขาต้องการมากกว่าทอดทิ้งความหวังนั้นไป

    วิธีหนึ่งที่คนไข้เข้าถึงความหวังของพวกเขาก็คือ การแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจ การหยิบยื่นช่วยเหลือให้กับโลก  คนไข้ใกล้ตายหลายคนทำบันทึกเทปเพื่อเป็นที่ระลึกจดจำแก่ผู้เป็นที่รัก  บางคนทำงานหนักเพื่อถักทอผืนผ้า หรือวาดภาพเป็นของขวัญจากตนเอง  บางคนอาจอุทิศร่างกายตนเองเพื่อโครงการศึกษาวิจัยโรคภัยที่เบียดเบียนชีวิตเพื่อให้ความหมายแก่การเจ็บป่วยของตนเอง  แต่ละคนต่างแสดงออกถึงความกรุณาที่อยู่เหนือพ้นความตายของพวกเขา  สิ่งเหล่านี้ได้ขับเคลื่อนภาวะความทุกข์ยากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไปสู่ความเป็นมนุษย์พื้นฐานที่เราหยิบยื่นช่วยเหลือกันได้

    นี่คือภาวะขั้นสุดท้ายที่อลิซาเบท คูเบอร์รอส เรียกว่า “ภาวะการเติบโตขั้นสุดท้าย” เจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาลสุดท้ายมุ่งทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะทำช่วงเวลานี้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุดในวิถีทางที่คนไข้ต้องการมากที่สุด  บ่อยครั้งที่ขั้นตอนนี้คนไข้จะมีความรู้สึกอ่อนไหวมาก  เขาหรือเธออาจจะเริ่มยอมรับประสบการณ์ของโลกใบนี้ในวิถีที่พอใจ และสบายใจมากขึ้น  คนไข้อาจจะเริ่มสังเกตเห็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อนในทางสุขภาพ  มันมีสำนึกอ่อนๆ ถึงความงดงามและความชื่นชมยินดี  คนไข้อาจพูดถึงความละเอียดอ่อนที่พบเห็นยามที่พระอาทิตย์ขึ้นหรือตกก็ตาม  เธออาจจะเลี้ยงสัตว์ ปลูกดอกไม้  นี่ก็จะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่คนไข้เหล่านี้ได้พบว่าประสบการณ์ชีวิตง่ายๆ ประจำวันเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญ  หัวใจรู้สึกพอใจและเต็มใจกับการแสดงออกในช่วงเวลาที่มีคุณภาพซึ่งทำให้คนไข้ได้รู้ซึ้งและเข้าถึงสำนึกในความหวังและความหมายที่มีอยู่  บางครั้งคนไข้อาจจะเพียงแต่ต้องการใช้เวลามากขึ้นกับครอบครัว  สำหรับคนเหล่านี้ช่วงเวลาที่มีคุณค่า คือ การที่สามารถกลับมาเยียวยาบาดแผลหรือรื้อฟื้นความรักที่มีอยู่ในสายสัมพันธ์ ความรักอันมากมายและยิ่งใหญ่แสดงออกได้ในเวลาจำกัด  คนไข้และคู่รักมักจะย้อนกลับไปหาความหมายของสัมพันธภาพที่มีมาแต่ดั้งเดิมด้วยความรักเต็มหัวใจ  บางคู่อาจจะเริ่มรื้อฟื้นถึงคำสัญญาที่มีต่อกันในวันแต่งงานขณะอยู่บนเตียงคนไข้  ราวกับพวกเขาได้ตกหลุมรักซึ่งกันและกันอีกครั้ง       

    ผมได้ดูแลคู่สามีภรรยาซึ่งอยู่ร่วมกันมา ๖๐ ปี  ริชาร์ดกำลังใกล้ตายและมีชีวิตอยู่กับรถเข็น เขาพยายามที่จะปกป้องเพ็ก  ภรรยาของเขาไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากความตายของเขา  เขาปฏิเสธที่จะพูดเรื่องนี้กับเธอ  เพ็กต่อว่าริชาร์ดในเรื่องนี้ที่ไม่คุยเรื่องนี้กับเธอ  เพ็กไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากการที่เธอจะได้มีส่วนร่วมแบ่งปันทุกข์สุขกับการเดินทางครั้งนี้ของเขา  วันหนึ่งขณะที่ผมได้พูดคุยกับริชาร์ด  เขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาว่า เขาต้องการให้เพ็กอยู่เคียงข้างเขาขณะที่เขาตาย  ผมถามริชาร์ดว่าเขาเคยคุยเรื่องนี้กับเพ็กหรือเปล่า  เขาตอบว่าไม่เคย  ผมถามเขากลับว่าเขาต้องการจะบอกเรื่องนี้กับเพ็กตอนนี้หรือเปล่า  เขาพยักหน้า  และเมื่อผมเข็นรถพาริชาร์ดไปอยู่ต่อหน้าเพ็กซึ่งกำลังนั่งอยู่  หลังจากพุดคุยเรื่องทั่วๆ ไปสักครู่  ริชาร์ดเริ่มบอเพ็กถึงสิ่งที่เขาต้องการ คือ ให้เพ็กอยู่เคียงข้างเขาด้วยขณะช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขา  ประตูน้ำแห่งการพูดคุยบอกเล่าถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจถูกเปิดออกด้วยการพูดคุยในหัวข้อนี้  ๒-๓ วันต่อมาเมื่อผมกลับไป  พวกเขาก็ยังพูดคุยในเรื่องที่ลึกซึ้งด้วยกัน  พวกเขาดูโดดเด่นและอิ่มเอมใจ  ริชาร์ดดึงผมมาอยู่ข้างๆ และขอบคุณผมที่ช่วยให้พวกเขาได้มาอยู่ในความโรแมนติคอีกครั้ง

    หลายคนได้มาสู่ความตระหนักรู้ว่าความรักนั้นเป็นพื้นฐานที่พวกเขาสามารถให้ความหมายกับชีวิตพวกเขาได้  แม้ว่าแรงจูงใจของความรักบ่อยครั้งอาจจะซ้อนเร้นหรือคาดคิดไม่ได้   ตลอดโมงยามแห่งการทำงานอาชีพ การทำหน้าที่พ่อแม่ การพูดคุยถกเถียงล้วนมาจากพื้นฐานการแบ่งปันด้วยความรัก  อย่างเช่นริชาร์ดกับเพ็ก  ภายใต้แรงกดดันจากข้อจำกัดด้านเวลา  คนเราสามารถที่จะประสานความมุ่งหมายพื้นฐานและค้นพบสิ่งที่มีความสำคัญมาโดยตลอดก็ได้ 

    ไม่ว่าเราจะพบความหมายจริงของการเป็นที่รักหรือไม่ก็ตาม  การค้นหาความหมายนี้ยังคงมีอยู่และดำเนินไปในคนส่วนใหญ่  พวกเราต่างค้นหาความเป็นมาที่จะยอมรับตนเอง  และเมื่อเราพบมันแล้ว  เราก็จะสามารถบรรลุถึงแหล่งพลังงานและทรัพยากรที่อยู่กับเราในทุกๆ สิ่งที่เรากระทำ

    เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ฟังรายการวิทยุสัมภาษณ์พ่อครัวซึ่งปรุงอาหารได้อร่อยมาก  ผู้สัมภาษณ์ถามพ่อครัวท่านนี้ว่าส่วนประกอบอะไรบ้างที่ทำให้อาหารของเขาอร่อยเป็นพิเศษเช่นนี้  พ่อครัวพูดถึงส่วนประกอบอาหารและเครื่องปรุงต่างๆ ในการทำอาหาร เขาลังเลก่อนที่จะเล่าว่า  ขณะที่เขาปรุงอาหาร เครื่องปรุงสำคัญชนิดหนึ่ง คือ ภาพถ่ายเด็กๆ ลูกของเขา  นี่คือความลับของเขา  สิ่งที่มีความหมายพิเศษกับเขาคือ ความรัก  เขาได้แสดงให้เห็นว่าความรักต่อลูกๆ ของเขาเป็นเครื่องปรุงสำคัญในแต่ละมื้อของการทำอาหาร 

    ความหมายนั้นจะเติมเต็มสมบูรณ์ได้ก็ด้วยการกระทำเท่านั้น  ความหมายมักจะแปรเปลี่ยนสู่การกระทำก็ด้วยการประยุกต์ความเชื่อ  มันเป็นบางสิ่งที่เราครุ่นคิดและลงมือกระทำ  เราไม่ได้ผสมผสานความหมายนั้นจนเป็นเรื่องธรรมชาติ  แต่เราต้องพยายามปรบเปลี่ยนตนเองเพื่อเข้ากับความหมายนั้น  มันอาจจะดูเสแสร้งอยู่บ้างเหมือนกับเราพยายามสวมใส่เสื้อโค็ตที่ใหญ่เกินตัว  เมื่อเรากำลังจะตาย  เราก็ถอดเสื้อโค้ตออก  เราคงไม่มีเวลาสำหรับการแต่งตัวอีกต่อไป  เราทุ่มเทตัวเองกับการมีชีวิตขณะนั้นๆ ทันที  ถ้าเราใช้เวลาดีเพียงพอเพื่อวิจารณญาณและลงมือทำกับคุณค่าชีวิตเหล่านี้  เราก็จะสามารถเข้าถึงความเป็นธรรมชาติเมื่อชีวิตเราต้องอยู่กับสิ่งนี้

    ช่วงที่ผ่านมาผมต้องใช้เวลาหลายเดือนในการประชุมบริหารวางแผน  ผู้เข้าร่วมประชุมมาจากที่ต่างๆ หลายแห่งและการกำหนดวันที่ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าร่วมประชุมได้พร้อมกันก็เป็นเรื่องยาก  ในระหว่างการประชุมพยาบาลท่านหนึ่งในสถานพยาบาลระยะสุดท้ายได้แจ้งกับผมว่าเพื่อนของผมคนหนึ่งซึ่งอยู่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายกำลังใกล้สิ้นใจและขอให้ผมไปอยู่ใกล้ๆ ด้วย  ผมจึงไปหาหัวหน้างานซึ่งกำลังทุ่มเทความใส่ใจเต็มที่กับการประชุมครั้งนี้  ผมบอกเขาว่าผมต้องขอตัวออกจากการประชุมก่อน  หัวหน้างานพยายามคัดค้าน  ผมไม่ได้ฟังเหตุผล ข้อถกเถียงของเขามากนัก  เพราะคุณค่าที่ผมมีต่อเรื่องนี้คือ ผมให้ความใส่ใจกับความตายของเพื่อนผมมากกว่าความสำคัญที่มีต่องาน  ผมไม่ได้คิดกับเรื่องนี้นัก  ผมไม่มีทางเลือก  ผมต้องขออภัยพวกเขาและเดินออกมา

    ในช่วงขณะของความชัดเจนเช่นนั้น  ความหมายมันสิ้นสุดลงโดยแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำและไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไรในการตัดสินใจตรงนั้น  ชั่วขณะนี้ชี้ให้เห็นว่าเราได้ปรับตัวเข้ากับความหมายชีวิตนั้นๆ แล้ว  และมันไม่ต้องอาศัยประเด็นศีลธรรม จริยธรรมอะไรในการกลั่นกรองความรับผิดชอบ  ในวิถีที่ดูลึกลับเราได้แปรเปลี่ยนการพิจารณาคิดนึกไปสู่การกระทำโดยทั้งหมด

    อีกวีธีหนึ่งที่คนไข้สามารถแสดงความหวังต่อช่วงเวลาที่มีคุณค่าความหมาย คือ โดยผ่านทัศนะมุมมองที่มีต่อเรื่องความตาย  เราเผชิญหน้าต่อเรื่องความตายอย่างไร  เขาอาศัยอะไรบ้างที่จะพึ่งพิงต่อความหมายของความเป็นไปขณะนั้น  หลายปีของการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้าย  ผมพบคนไข้จำนวนนับไม่ถ้วนที่ตั้งคำถามกับประเด็นนี้

    ผู้ป่วยมักต้องผ่านพ้นกระบวนการที่เรียกว่า  “การทบทวนชีวิต” เป็นความพยายามเข้าถึงความหมายนี้  ผู้ป่วยใกล้ตายต้องอาศัยช่วงหนึ่งของชีวิตในการเข้าใจอารมณ์ เข้าใจความสับสนบางอย่าง  คนไข้อาจจะต้องการพูดคุยในเรื่องนี้  เล่นบทบาทในเรื่องนี้โดยที่เขายังรู้สึกคับข้องหรือมึนงงอยู่  ด้วยความหวังว่าพวกเขาจะได้พบคำตอบในตัวเอง เป็นข้อสรุปในเรื่องคุณค่าและการมีคุณค่า  ทัศนะมุมมองของคนไข้ผู้ป่วยที่กำลังสิ้นสุดชีวิตจึงถูกกำหนดบางส่วนจากผลได้ของกระบวนการนี้

    คนไข้มักจะเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายช่วยเหลือในช่วงการทบทวนชีวิตตรงนี้ด้วย  เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายไม่ต้องทำอะไรมากนักเว้นแต่การสร้างบรรยากาศที่คนไข้ไม่รู้สึกว่าเขาถูกตัดสิน หรือถูกปฏิเสธในสิ่งที่เขาบอกกล่าว  ด้วยเงื่อนไขเรื่องราวเช่นนี้ กระบวนการจึงเป็นสิ่งที่ยากแก่การรับฟังและตัวผู้ป่วยเอง

    หลังงานจากที่ผ่านกระบวนการทบทวนชีวิตมาหลายครั้ง  เจเนตสรุปกับตนเองได้ว่าสิ่งที่เธอต้องการ คือ การสารภาพบาปที่เธอเคยทำมา  เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ขอให้ศาสนาจารย์ช่วยเจเนตในเรื่องนี้  เจเนตปฏิเสธการเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  เธอเชื่อว่าความเจ็บปวดทางกายภาพจะช่วยให้เธอได้ชำระล้างจิตวิญญาณและพาเธอไปอยู่กับพระเจ้า  เธอบอกเล่าถึงประสบการณ์ความเจ็บป่วยของเธอที่นำเธอใกล้ชิดกับพระเจ้า  เพราะสิ่งนี้ช่วยให้เธอรู้สึกยินดีกับความทุกข์ของเธอเองได้  สำหรับศาสนาจารย์เขารู้สึกกังวลใจ เขาเห็นว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญมากไปกว่าชีวิตของเจเนต  เจเนตมีชีวิตอยู่กับปัญหาทั่วๆ ไปอยู่กับความผิดหวังเหมือนกับคนทั่วๆ ไป  ไม่ต่างจากคนอื่นๆ  เจเนตไม่ได้สนใจกับมุมมองของศาสนาจารย์เท่าใดนัก  เจเนตยืนยันที่จะปฏิเสธการเยียวยา  ความเจ็บปวดของเธอจึงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ถึงจุดหนึ่งศาสนาจารย์ถามเจเนตว่าความเจ็บปวดที่เธอได้รับนั้น  แค่ไหนที่เธอรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว  คนไข้ผู้นี้ตอบว่า  “เมื่อฉันตาย  ฉันจึงรู้สึกว่าเจ็บปวดเพียงพอแล้ว”

    กรณีของเจเนตแสดงให้เห็นถึงภาวะไร้ทางออกที่ผู้ดูแลคนป่วยในสถานพยาบาลระยะสุดท้ายมักจะพบในตัวเอง  งานของที่นี้คือ การช่วยให้คนไข้พบความหมายในตัวมันเอง  พบคุณภาพชีวิตของตนเองและเสรีภาพสูงสุดของตนเอง  สิ่งนี้หมายถึงการปล่อยวางอำนาจเหนือใดๆ ก็ตามที่อาจจะมีเหตุการณ์หรือเรื่องราวใดๆ  ขณะที่เราต้องแน่ใจจริงๆ ว่าการตัดสินใจของคนไข้มาจากความเข้าใจที่ชัดเจน สิ่งที่สำคัญสูงสุด คือ คนไข้ผู้ป่วยและครอบครัวของเขาเองเป็นผู้ตัดสินใจท่ามกลางทางเลือกต่างๆ ที่มีให้  กรณีนี้เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลฯ เป็นพยานต่อการตายของเจเนตโดยไม่ได้แทรกแซงต่อความทุกข์ทรมานของเธอ

   เจเนตเชื่อว่าความทุกข์ทรมานนี้จะช่วยชำระล้างบาปของเธอและทำให้เธอได้รับการให้อภัย  เจเนตจึงตัดสินใจที่จะบังคับตนเองให้เผชิญกับความทุกข์ทรมาน  เธอพบคุณค่าความหมายในความเจ็บปวดนั้นๆ สิ่งนี้อาจจะยากลำบากสำหรับพวกเราที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเหล่านี้  แต่มันเป็นการที่เธอมีชีวิตตามที่เธอเลือกและตัดสินใจที่จะยอมรับ และทำตามความเชื่อ ความมุ่งหมายรวมถึงความหมายในชีวิตของเธอด้วยความหวังว่าว่าเธอจะได้มีชีวิตตามที่คุณค่าจิตวิญญาณในวิถีที่เธอให้ความหมาย

    ความหวังนี้จะเติมเต็มได้เมื่อพวกเราได้รักษาความมุ่งหมายในการมีชีวิตและดำรงรักษาความหมายที่เราให้กับตนเองผ่านความทุกข์ยากลำบาก  เมื่อพวกเราเลือกการละโอกาสการดูแลรักษา  ความคาดหวังที่เรามีก็ปรับเปลี่ยนที่ความตายให้เป็นสิ่งที่มีความหมาย ความตายที่มีคุณภาพ  ผู้ป่วยใกล้ตายหลายรายต่อสู้เพื่อความหมายนี้เพราะชีวิตของพวกเขาไม่สามารถดำรงได้ต่อไป  สำหรับผู้ที่ตายอย่างสงบ สันติ ชีวิตของพวกเขาอยู่ในความดูแลและเป็นไปตามความปรารถนาของตน  พวกเขามีประสบการณ์ที่จะไม่แบ่งแยกระหว่างชีวิตกับระบบคุณค่าของตน  พวกเขาไม่ได้พยายามเพื่อความหมายนั้น  เพราะพวกเขาอยู่กับความหมายนั้นอยู่ทุกวัน  ถ้าเราปรารถนาจะให้ความหวังและเป็นผู้ช่วยเหลือคนป่วยใกล้ตาย  สิ่งที่เราทำได้คือ การเปิดให้พวกเขาได้สิ้นชีวิตตามที่เป็นไปของพวกเขาเอง  ตามวิถีความหมายที่พวกเขาเลือก  สิ่งนี้ได้กลายเป็นนิยามความหมายถึงการตายที่พึงปรารถนาของคนส่วนใหญ่แล้ว

   

[บทบรรณาธิการ] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [บทความจร] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย “ชีวิต”] [ลานข่าว] [มอบของขวัญ]
จำนวนผู้เข้าชม 002657