เรื่องของเรา....หรือเปล่า

เดญาพอ

 

     หลังจากรับปากที่จะเขียนเรื่องเหตุการณ์ ๒๕ ตุลาคม ที่ตากใบ ให้กับสารโกมล อย่างง่ายได้ ก็กังวลนิดหน่อยว่าจะเขียนอะไรดี เพราะเวลาค่อนข้างจำกัดมาก

 

     แต่อย่างไรก็ตามคิดว่าเป็นโอกาสดี เหมือนกันที่ได้หวนกลับไปทบทวนว่า เราคิดอะไร รู้สึกอะไร มีอะไรบ้างที่ขาดหายไป กับความรุนแรงที่นั่น

 

      สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกตระหนกอย่างยิ่งคือ อารมณ์ของคนไทยส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ  ตามเวบบอร์ดต่างๆ ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงอย่างมาก จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือ ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากเมืองไทย ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นคนมีน้ำใจและเมตตาจิต

 

      พระไพศาล พูดเตือนสติหลายครั้งถึงความรุนแรงในสังคมไทย ที่มีแนวโน้มว่าจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความรุนแรงค่อยๆก่อตัวจนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งความรุนแรง เราส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงกันโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้สนใจว่าวิธีการใช้ความรุนแรงนั้นจะส่งผลอย่างไรในระยะยาว การฆ่าตัดตอน ๒๐๐๐ ศพเมื่อต้นปีนี้ ก็เป็นอีกตัวอย่าง ที่สะท้อนถึงการสนับสนุนการใช้ความรุนแรง

 

       หลังจากดูวีดีโอการจับกุมและปราบปรามผู้ชุมนุมในวันนั้น ยิ่งทำให้ตระหนกเข้าไปใหญ่ ภาพเจ้าหน้าตำรวจ ทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบ ที่ถีบแตะ กระชากตัว ลั่นกระสุนปืนเข้าใส่ผู้ชุมนุม บังคับให้ผู้ชุมนุมนอนคว่ำ และมัดมือไขว้หลัง  เจ้าหน้าที่ กระทำกับผู้ชุมนุมเหล่านั้นราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

ทำได้อย่างไร? คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของหลายๆ คน

 

เพียงเพราะเขาเหล่านั้นไม่ใช่ญาติพี่น้องของเราหรือเปล่า การเหนี่ยวไกกระสุนถึงทำได้อย่างง่ายดาย

 

      ก่อนเริ่มลงมือเขียน ได้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนๆ เพื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ๒๕ ตุลาดู เพื่อนคนหนึ่ง เล่าให้ฟังในฐานะของพ่อลูกหนึ่ง เขาบอกว่าภาพที่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจมาก หลังจากเหตุการณ์ ๒๕ ตุลา คือภาพของพ่อแม่ญาติพี่น้องมุสลิม ยืนตรวจรายชื่ออยู่หน้าค่ายทหาร ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ซึ่งมีค่าของคนๆหนึ่ง ว่าจะพบรายชื่อลูกๆ และญาติของตัวเองหรือเปล่า รายชื่อที่พวกเขาสอดสายหานั้น จะเป็นตัวชี้ว่าลูกๆ และญาติยังมีชีวิตอยู่

 

      เพื่อนบอกว่าภาพที่เขาเห็นตอนนั้น ทำให้นึกถึงตอนประกาศผลเอ็นทรานซ์ ที่มีคนยืนรอลุ้นอยู่ตรงหน้าบอร์ดประกาศ ซึ่งลุ้นด้วยใจจดจ่อและความหวังว่า จะมีชื่อตัวเองติดอยู่หรือเปล่า แม้ว่าสองเหตุการณ์ที่กล่าวมานั้นอาจจะมีรายละเอียดหรือความรู้สึกที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่คิดว่าทั้งสองก็ไม่ต่างกันในเรื่องของความหวัง ชีวิตที่เป็นเดิมพัน หลายๆคนคงมีประสบการณ์ในการรอลุ้นผลประกาศเอ็นทรานซ์กันอยู่ ลองกลับไปทบทวนดูกันอีกครั้งก็ได้ว่า ในตอนนั้นเรารู้สึกอย่างไร แล้วเราอาจจะเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องที่ตากใบได้บ้าง คนที่เป็นพ่อแม่คนก็อาจจะลองคิดถึงว่าถ้าตัวเองต้องตกอยู่ในเหตุการณ์เช่นเดียวกันในวันนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร

 

ใช่หรือไม่ว่าความรู้สึกของมนุษย์ เป็น ความรู้สึกสากล และเป็นพื้นฐานของสันติวิธี

 

       ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก โลภ โกรธ หลง รัก  หากเรามีความรู้สึกเหล่านี้ แม้ว่าเราจะมีเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อต่างกัน มันก็จะมีความรู้สึกเชื่อมโยงความเป็นพี่น้องญาติมิตรถึงกันได้ เพราะเราต่างมีพื้นฐานความรู้สึกเดียวกัน และจะนำไปสู่ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันได้

 

      แต่เราทุกวันนี้ได้ถูกกระทำให้ต่อมของความรู้สึกเดียวกันนั้น กลายเป็นอื่น เราไม่สามารถเชื่อมโยงหรือเข้าถึงความรู้สึกของคนที่มีเปลือกต่างไปจากเราได้ เราไม่สามารถหยั่งเข้าไปในแกนของความรู้สึกเดียวกันได้ ตราบที่เรายังคงปล่อยไปให้เราถูกขโมยความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ ก็คิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ตกอยู่ในอันตรายมาก และความรุนแรงนั้นยังคงคลี่คลายลงได้ยาก

 

      ก่อนปี ๔๗ กำลังจะกล่าวลาเราไป ก็ใคร่จะขอให้เรา ได้ลองใช้เวลาสักนิดในการทบทวน การเกิดมาเป็นมนุษย์ของเราดูกันบ้าง แล้วเราอาจจะมีคำตอบชัดขึ้น ว่า เราควรจะมีท่าทีและความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไร แล้วโลกใบนี้ก็จะไม่มี “พวกนั้น” หรือ “พวกอื่น” หากเราล้วนต่างเป็นมนุษย์ด้วยกัน

[บทบรรณาธิการ] [เปิดประเด็น] [ธารกวี] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [บทความจร] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย “ชีวิต”] [ลานข่าว] [มอบของขวัญ]
จำนวนผู้เข้าชม 002104