คมความคิด

นายสันทัด อาภาพันธ์

งานเสวนา “เราตายอย่างไร”

 

คุณเคยสงสัยมั้ย ว่าทำไมเราต้องพูดถึงความตาย หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องอัปมงคล บางคนคิดว่ามีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึง แทบทุกคนบอกว่า เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักความตาย แล้วเคยคิดหรือไม่ว่า เราจะตายอย่างไร (เลือกได้ด้วยหรือ ?) แล้วคุณรู้สึกอย่างไร ที่เห็นหัวข้อเสวนานี้ ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลายคนที่มาร่วมงานต่างมาด้วยจุดมุ่งหมาย และความรู้สึกที่แตกต่างกัน บางคนมาด้วยความรู้สึกที่อยากรู้ว่า เมื่อตายแล้วจะไปไหน บางคนมาเพราะคิดว่าแต่ละคนมีกรรมเป็นตัวกำหนดลักษณะการตาย บางคนคิดว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ  และความตายทำให้มนุษย์ทุกคนเท่ากันหมด แม้บางคนจะพยายามเหนือกว่าด้วยพิธีกรรมที่บ่งบอกฐานะด้วยโลงศพราคาแพง แต่ความตายก็ยังคงทำหน้าที่ของมันโดยไม่ได้เลือกชนชั้นวรรณะ

 

                การเสวนานี้ เกิดขึ้นเพราะแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังสือชื่อ “เราตายอย่างไร : How We Die” ผลงานเขียนของนายแพทย์ชาวยิว ชื่อ เชอร์วิน บี นูแลนด์ วิทยากรร่วมการเสวนาในวันนั้นมี คุณเอกไชย พรรณเชษฐ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ และร่วมด้วย นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล แพทย์ผู้ซึ่งอยู่ในวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์พุทธทาส มาเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การเรียนรู้เรื่องความตายของท่านอาจารย์พุทธทาส โดยมีดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์  เป็นผู้เชิญชวนผู้เข้าร่วม “เผชิญหน้ากับความตายอย่างเท่าทัน”

 

                วันนั้นเราเริ่มต้นด้วย มุมมองความตายในทางการแพทย์ แพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสอนให้มองเรื่องความตายในทัศนะที่ต้องต่อสู้ และก็ยับยั้งไม่ให้ความตายเกิดขึ้น เหมือนกับเป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ  วิชาชีพแพทย์ก็เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ คือใช้สิ่งที่เรียนรู้มาให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับคนที่เราดูแล อยากให้ผู้ป่วยทุกรายของเขาพ้นจากความทุกข์ทรมาน และรอดพ้นจากห้วงวิกฤติแห่งความเป็นหรือตาย  หรือไม่ก็มองตัวโรคเป็นปริศนา พยายามขบคิด และไขปริศนานั้น  นำไปสู่ความรู้สึกดึงดัน พยายามเอาชนะ  ผลก็คือ การระดมทุกสิ่งเพื่อที่จะทำให้โรคนั้นหายไป หรือเอาชนะมันให้ได้ จนบางครั้งละเลยที่จะมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสังคมบริโภคนิยมเช่นปัจจุบัน หลายคนมองแพทย์ว่า เป็นผู้วิเศษที่สามารถยื้อ หรือต่อชีวิตได้  หลายคนบอกว่า หมอทำอย่างไรก็ได้ ถ้ามีเงินจ่ายให้คุณช่วยเหลือชีวิต ให้คนของเรามีชีวิตอยู่ได้ ผู้คนในยุคบริโภคนิยมต้องซื้อแม้กระทั่งชีวิตของตนเองโดยแพทย์เป็นผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  และจุดสุดท้ายจะไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เพราะความตายเป็นนามธรรมของสิ่งมีชีวิตทุกรูปนาม

 

ในขณะที่มีบางมุมมองสะท้อนความตายในทัศนะที่ไม่อาจยอมรับได้  ไม่พร้อม หรือไม่ยอมจำนนต่อความตาย ทำให้ภาพที่สื่อออกมาในลักษณะที่เรามองความตายว่าเป็นภาวะที่ไม่อยากเจอ ฉะนั้นหนทางที่มนุษย์พยายามหลีกหนีคือ ทำทีเป็นไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ไม่เตรียมพร้อมที่จะพบหรือยอมรับมัน ในขณะที่เราเตรียมพร้อม และวางแผนการสำหรับเรื่องอื่นๆ มากมาย เช่น ให้ลูกเข้าโรงเรียน แล้วบอกว่าต่อไปนี้เขาจะโตขึ้น เขาจะต้องมีการศึกษา  เขาจะต้องมีอาชีพ มีงาน มีครอบครัว แต่เราไม่คิดถึงความตาย เราหยุดไว้ เราจบอยู่แค่นั้น จริงๆ ความตายมันเป็นส่วนหนึ่งแต่ว่าเราไม่คิด เพราะว่าเราปฏิเสธ และเราไม่ยอมรับว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นี่คือทัศ-นคติที่เรามีต่อความตาย เพราะฉะนั้นมันจึงทำให้เราไม่มีการเตรียม เราเตรียมทุกเรื่องเตรียมเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัวที่อยู่อาศัย การงาน ทุกอย่างแต่เราไม่ได้เตรียมเรื่องการตาย  เพราะเราปฏิเสธ นี่คือคำกล่าวในมุมมองของคุณ

 

เอกไชย พรรณเชษฐ

ต่อคำถามที่ว่าเราตายอย่างไรนั้น คำตอบประการหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละคนที่มีต่อความตาย ถ้าเรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติไม่อาจหลีกพ้น และปรารถนาที่จะเผชิญหน้าอย่างมีศักดิ์ศรี เราก็จะเตรียมตัวสำหรับการเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่หวาดกลัว ตายอย่างไม่หอบสังขารหนีความตาย ตายอย่างที่เราปรารถนา และเป็นผู้เลือก แต่หากว่าเรามีความกลัวเป็นพื้นฐาน เราก็จะยื้อยุด เอาความรอดเป็นเป้าหมายของการต่อสู้ ไม่ว่าจะรอดแบบไหน ก็ต้องสู้ บางคนจึงทุกขเวทนา และปล่อยให้ผู้ยื้อเป็นผู้กำหนด และอีกประการหนึ่งคือ ในการที่จะตอบว่าเราจะตายอย่างไร บางครั้งขึ้นอยู่กับโรคที่เราเป็น เพราะบางครั้งโรคมันพาเราไปสู่ความตายที่เราไม่อาจเลือก ไม่สามารถที่จะกำหนดได้ว่าเราจะตายแบบไหน มันไม่มีออเดอร์ให้เราสั่ง เราติ๊กไม่ได้ ไม่สามารถที่จะสับสวิตช์ลมหายใจง่ายๆ ไม่เหมือนการฉีกมาม่าออกจากซอง ใส่น้ำร้อนกินได้ทันที ในความเป็นจริงความตายไม่เคยบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่มีข้อกำหนดตายตัว ไม่มีการเตรียมให้รู้ตัวก่อน ดังนั้นวิธีการที่จะตายอย่างสงบ จึงสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของเราทั้งหมด หากเราปรารถนาจะตายอย่างที่ผู้ตายเป็นผู้กำหนด เราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างสอดคล้องกับวิถีแห่งพุทธะ ซึ่งก็คือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ในด้านกลับกันหากเราใช้ชีวิตอย่างลุ่มหลง และห่างไกลจากจุดกำเนิด เราก็จะพบกับความตายในแบบตรงข้ามดุจกัน เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “คุณค่าของชีวิตมิได้อยู่ที่การอยู่นาน แม้มีชีวิตเพียงค่ำคืนเดียว แต่มีชีวิตอย่างเท่าทันปัจจุบันขณะ เท่านั้นก็เพียงพอ”

 

ในทางพุทธสอนว่า เราควรเห็นความจริงให้ครบถ้วนทั้งสองด้าน คือด้านที่เป็นจริง และด้านที่ลวง  เพราะถ้าเห็นด้านที่จริงเพียงด้านเดียว เราจะนึกว่าทุกอย่างดีหมด เหมือนกับการทำความเข้าใจความตาย ไม่ใช่แค่การรับรู้ทางความคิด แต่ต้องลึกลงไปถึงจิตใจ เพื่อว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะไม่หวาดหวั่นต่อความตาย การรับรู้อย่างเป็นจริงว่าเรากำลังจะเจอกับอะไรบ้างนั้น จะช่วยป้องกันความหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล และความหวาดหวั่นที่ว่าเราทำอะไรไม่ถูก จะช่วยให้เป็นอิสระจากความหวาดกลัวต่อชะตากรรมที่เราต้องเผชิญเมื่อเราตาย การฝึกพิจารณาถึงความตายอยู่ทุกขณะ จะช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจรับสถานการณ์ของเราได้ดีว่า เมื่อใดที่เราควรที่จะร้องขอความช่วยเหลือเพื่อผ่อนบรรเทาทุกข์ทรมาน หรือเมื่อใดที่จะเริ่มต้นใคร่ครวญว่าจะยุติการเดินทางบนเส้นทางชีวิตหรือไม่

 

หมายเหตุ : ผู้สนใจเอกสารถอดเทปเสวนาฉบับสมบูรณ์ กรุณาส่งจดหมายพร้อมแสตมป์ ๓ บาท จำนวน ๑๐ ดวง มายังสำนักพิมพ์

                 

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย…ชีวิต] [บทความจร] [คมความคิด] [ธารกวี] [บทบรรณาธิการ]
จำนวนผู้เข้าชม 002134