ว่าด้วย…ชีวิต

ยโสธโรภิกขุ

               

                ยามเมื่อเราต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยใกล้ตาย จะสื่อสารกับเขาอย่างไรดี จะสัมพันธ์กับเขาอย่างไร “ว่าด้วย…ชีวิต” นำเสนอแง่มุมของประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานเยียวยาด้านจิตใจแก่ผู้ป่วยใกล้ตาย

            พูดความจริงและเป็นประโยชน์

            พระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างชัดเจนว่า การพูดสิ่งที่เป็นจริงนั้นไม่เพียงพอสำหรับข้อธรรมะว่าด้วยสัมมาวาจา สัมมาวาจานั้นต้องการการพูดจาที่เป็นประโยชน์กับผู้รับฟังด้วย เราต้องพูดสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วย

 

                การสื่อสารที่ซื่อสัตย์นั้นคือ การพูดความจริง ตรงไปตรงมาและเชื่อถือได้ แต่นี่ไม่ใช่ความหมายทั้งหมด การมองเพียงว่าการพูดจาซื่อสัตย์ คือ การบอกเล่าความจริงโดยละเลยผลกระทบจากความจริง นั่นคือ การขาดการตรึกตรอง ความซื่อสัตย์นั้นต้องการความยืดหยุ่น ความเหมาะสมกับเวลาด้วย การบอกเล่าสิ่งที่แม้เป็นความจริง แต่หากสิ่งนั้นทำร้ายผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก็คือการกระทำที่ไร้ความกรุณา ถ้าบุคคลผู้นั้นไม่ได้เตรียมความพร้อมกับความจริงเช่นนั้น ความซื่อตรงที่ปราศจากความรู้สึกรู้สมในความรู้สึกจึงเป็นอาวุธทำร้ายกันได้

 

                การพูดสิ่งที่เป็นความจริงและเป็นประโยชน์จึงเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับความรู้สึกอ่อนไหวเต็มหัวใจของผู้รับฟัง เมื่อเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายถูกถามว่าคนไข้กำลังจะตายใช่ไหม คำตอบที่เป็นความจริงคือ “ใช่แน่นอนที่สุด ไม่อย่างนั้นทำไมคนไข้ต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ” นี่เป็นคำตอบที่ถือว่าหยาบคายมาก คำตอบที่เหมาะสมอาจจะลองดูว่า “ร่างกายของคุณบอกอะไรคุณในเรื่องนี้บ้าง” คำตอบนี้ทำให้คนไข้ได้กลับมาสู่ความจริงด้วยการรับรู้กับสภาพร่างกายของตนเอง ความจริงที่มีผลกระทบต่อการเติบโตภายในของพวกเราสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้คือ การได้รับฟังรับรู้จากขอบเขตความเป็นไปของตนเอง หากพูดความจริงในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม คนไข้จะไม่อยากรับรู้และแปรความเข้าใจต่อความจริงผิดไปและหากความจริงนั้น ไม่เป็นประโยชน์ที่จะรับฟัง ความจริงนั้นก็จะถูกเบี่ยงเบนให้เป็นการรับรู้ที่ผิดพลาดไป

 

                แง่มุมหนึ่งของความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นความเมตตา คือ ประโยชน์ของความจริงนั้นสามารถเป็นของขวัญล้ำค่า หรือเป็นอาวุธทำลายล้างก็ได้ มันสามารถตัดแบ่ง หั่นซอย หรือเยียวยาสมานฉันท์ได้ ปัจจัยที่ชี้กำหนด คือสภาพเป็นไปโดยรวมของการสื่อสารขณะนั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับความจริงที่กำลังถูกบอกเล่า จังหวะเวลาและวิธีการพูดความจริงอย่างซื่อสัตย์ จะทำให้ผู้รับฟังได้เติบโตจากการรับรู้ความจริง ไม่ใช่การถดถอยหนีห่าง นี่จึงเป็นศิลปะของความซื่อสัตย์นั่นเอง

 

                การพูดจาอย่างมีศิลปะของความซื่อสัตย์เกิดเมื่อผู้พูดได้ตระหนักรู้ถึงสภาพความเป็นไปโดยรวม ทั้งปัจจัยภายนอกและแรงจูงใจภายในในการตอบสนองต่อความจริงนั้น การสื่อสารที่เลวร้ายเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดถูกละเลย การตอบสนองรวมถึงความเข้าใจต่อแรงจูงใจภายในของตนจะต้องไม่ได้มาจากความเห็นแก่ตัวในตัวเราเอง ด้วยความตระหนักรู้อย่างเต็มที่กับสภาพปัจจัยทั้งภายใน และภายนอกจะทำให้การรับฟัง การตอบสนองต่อสภาพสถานการณ์ขณะนั้นไม่ได้ซ่อนเร้นสิ่งใดอยู่ ขอบเขตของความใส่ใจที่เปิดกว้างเพียงใดก็ยิ่งมีการรับรู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้นจากปฏิกิริยาโต้ตอบนั้นๆ เมื่อคำพูดของเรามาจากการรับรู้ และเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ทั้งหมด หัวใจ ความรู้สึกของเราก็จะเป็นตัวควบคุมกำกับการพูดจาสื่อสาร ความใส่ใจก็เหมือนเลนส์ของกล้องถ่ายรูป หากเปิดหน้ากล้องโฟกัสสภาพให้แคบเพียงใด แสงแห่งความเข้าใจที่มีต่อเหตุการณ์เรื่องราวก็จะมีน้อยเท่านั้น แต่หากเปิดกว้างเพียงใด สิ่งที่เราต้องการก็จะมองเห็นได้ง่ายเพียงนั้น

 

                ตัวอย่างเช่น มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะโกรธใคร พร้องกับที่เราเข้าใจคนคนนั้นได้ด้วยในเวลาเดียวกัน เมื่อเราโกรธปฏิกิริยาโต้ตอบของเราก็จะมาจากความรู้สึกถึงความถูกต้องที่มีอยู่ในตัวเรา การรับรู้ของเราจำกัดแคบเฉพาะที่ความคิดเห็นของเราเท่านั้น ขณะที่การเข้าใจคนอื่นเราต้องตั้งใจที่จะรับฟังคนอื่น เป็นอิสระจากมุมมองการรับรู้เฉพาะของเราเอง สิ่งนี้หมายความว่าเราต้องขยายมุมมองของการรับรู้ให้รวมมุมมองคนอื่นด้วย ความโกรธนั้นอยู่โดดเดี่ยวลำพังไม่ได้ เมื่อตัวเราเองปล่อยวางความรู้สึกถึงความถูกต้องนั้นได้

 

                ผู้เขียนได้ทำงานกับเอลเลน เธอเป็นคนรักของคนไข้ซึ่งเจ็บป่วย และอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เอลเลนพึ่งพาสามีของเธอมากในเกือบทุกเรื่องที่เป็นด้านความมั่นคง เพราะการศึกษาที่น้อยและอ่านออกเขียนไม่ได้ เอลเลนทอดทิ้งความรับผิดชอบในเรื่องงานเอกสารทั้งหมดไว้กับสามีของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะคอยสอน ชี้แนะถึงความสำคัญของงานเหล่านี้ ในช่วงก่อนที่ตัวเขาจะล้มป่วยเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้เพราะความรู้สึกของเอลเลนเปราะบางมาก เอลเลนโกรธสามีของเธอและพาลมาถึงผม มันเป็นบรรยากาศและสภาพที่ผมอยากจะหลีกหนีให้ห่างไกลมากกว่า  ครั้งหนึ่งที่ผมได้ไปเยี่ยมเยียนพวกเขา เอลเลนเอารูปถ่ายเก่าๆ ของเธอกับสามีมาให้ดู ในรูปถ่ายพวกเขาดูสดชื่น แข็งแรงเอลเลนเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลาสมัยที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ขณะนั้นดวงตาของเธออ่อนโยนลง เธอสะอื้น แล้วเธอก็นอนเคียงข้างสามีของเธอที่กำลังนอนเจ็บอยู่ เธอร้องไห้เป็นเวลานานในอ้อมกอดของสามี ความโกรธของเธอไม่สามารถคงทนอยู่ได้ภายใต้ความรักที่เธอมีต่อสามี

 

                ความใกล้ชิด

            พวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีการตาย มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะฝึกซ้อมหรือลองปฏิบัติกันได้ง่ายๆ เรานึกคิดอะไรต่างๆ มากมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เป็นการรับรู้ที่แท้จริงต่อกระบวนการตาย พวกเราต้องการใครคนหนึ่งที่รู้ ชี้แนะ สอนหรือทำให้เรารู้สึกมั่นใจ ใครคนนั้นคือ ใครก็ได้ที่เราไว้วางใจใครก็ได้ที่ยืนเคียงข้างตัวเราจริงๆ ไม่ได้หมกมุ่นกับตัวเอง การตายนั้นต้องการอะไรที่มากไปกว่าแค่การตอบสนองด้วยการสัมผัสจับต้องหรือด้วยความรู้สึกดีๆ หัวใจของผู้ป่วยใกล้ตายต้องการใครคนหนึ่ง ที่สามารถเปิดรับถึงสิ่งที่เรายังไม่ได้รับรู้ใครคนนั้นที่เดินทางไปบนถนนแห่งความกลัวด้วยกันกับเราซึ่งกำลังใกล้ตาย การแสวงหาเพื่อนพ้องเช่นนี้จึงยากมากๆ เป็นสิ่งล้ำค่ามากหากได้พบพานเพื่อนเช่นนี้

 

                การตายนั้นทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง และกีดกันพวกเราให้ออกห่างจากกันและกัน ความเปราะบางที่จะเปิดเผยและความเจ็บปวดที่จะร่วมแบ่งปันกันนี้นั้น มันมีพื้นที่ว่างน้อยนิดที่จะซ่อนเร้นสิ่งใดไว้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องปกป้องชีวิตของเราอย่างที่พวกเราได้รับรู้นัก มันมีคุณค่าในตัวมันเอง พวกเราไม่มีความจำเป็นมากนักที่จะต้องปกป้องตนเอง อย่างที่บ๊อบ ดีแลน ได้ขับร้องเพลงท่อนหนึ่งว่า “หากเราไม่ได้ไขว่คว้าสิ่งใด เราก็ไม่มีสิ่งใดต้องสูญเสีย” (when we got nothing, we got nothing to lose) ความว่างที่มาถึงนั้นมาจากความตั้งใจของการเปิดเผยตัวเองให้กับผู้อื่น

 

                การหยิบยื่นความใส่ใจในช่วงเวลาเช่นนี้ ทำให้ผู้ป่วยที่ใกล้ตายได้มีเพื่อนอยู่เคียงข้าง แบ่งปันความรัก ความผูกพันอันเป็นการเชื่อมโยงหัวใจของพวกเราเปิดให้มีส่วนร่วมระหว่างกันโดยปราศจากความคิดคำนึงเฉพาะแต่ตนเอง คนเรามักเลือกดำเนินชีวิตเพียงลำพัง และสิ้นชีวิตท่ามกลางเพื่อนฝูง พวกเราดูแลตนเองด้วยการปกป้องตนเองอย่างดีกระทั่งเวลาได้ผ่านพ้น แล้วที่นี่ความเจ็บปวดการไร้ซึ่งการปกป้องตัวเองก็มาถึงพร้อมกับเพื่อนพ้องที่มาให้กำลังใจ

 

                ในฐานะเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้าย ผมรู้สึกประหลาดใจเสมอที่เห็นความใกล้ชิด ถูกแสดงออกจากพวกเราซึ่งเป็นคนแปลกหน้าของครอบครัวผู้ป่วย ครอบครัวเหล่านี้ส่วนใหญ่ ต้อนรับพวกเรามาก พวกเขาแบ่งปันเรื่องราวที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก เรื่องราวภายในอย่างเป็นส่วนตัว เปิดให้พวกเราได้มายืนอยู่เคียงข้างท่ามกลางความเจ็บปวด สัมพันธภาพดูยิ่งใหญ่และมีคุณค่า เพราะการละทิ้งความสัมพันธ์ที่เป็นทางการและรวมถึงความระมัดระวัง ความเชื่อถือไว้วางใจอย่างซื่อๆ นำสิ่งที่ดีที่สุดมาให้แก่พวกเรา บ่อยครั้งที่พวกเราตื่นขึ้นในขณะทำงานหรือในช่วงงานศพ สมาชิกครอบครัวพร้อมด้วยญาติมิตรก็จะเข้ามาทักทาย โอบกอดต้อนรับพวกเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้าย การโอบกอดเป็นสัญลักษณ์ถึงระดับสัมพันธภาพของมนุษย์ในช่วงขณะแห่งบรรยากาศของความตาย

 

                การเปิดให้พวกเรารู้สึกถึงความเปราะบางนั้นไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอแต่คือความกล้าหาญ ความกล้าหาญที่จะพบปะผู้คน และเข้าถึงพวกเขาด้วยการเปิดใจ เปิดให้พวกเขาได้สำรวจเงามืดในตัวเองและในครอบครัว พบกับความโศกเศร้าและความไร้หวัง ความโกรธและความกลัวโดยไม่ต้องขับไล่หรือหนีห่างจากความรู้สึกเหล่านี้ เพียงแต่ตระเตรียมพื้นที่ให้กับความเป็นมนุษย์เพื่อที่จะรับฟัง รับรู้ เมื่อคนเราสามารยืนต่อหน้าใครคนหนึ่งและได้รับการยอมรับในฐานะที่เราเป็นตัวเราเอง ชีวิตก็ได้พบกับชีวิตด้วยหัวใจของเราเอง ชีวิตนั้นรับรู้ชีวิตด้วยตัวชีวิตเอง และผลได้เช่นนี้ก็คือความอ่อนโยนสุภาพที่ได้อยู่ร่วมกัน

 

                การพัฒนาความใกล้ชิดนั้นต้องการความอดทนอันไม่มีสิ้นสุด และอิสรภาพจากข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่มีเป้าหมายซ่อนเร้นใดๆ ในสัมพันธภาพ เพราะการมีเป้าหมายมันมีความคาดหวังและการตัดสินด้วยตลอดเวลา ความอดทนนี้ไม่ต้องการความนึกคิดล่วงหน้า ว่าความใกล้ชิดสนิทสนมจะนำอะไรมาให้ในสายสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง มันเป็นการเดินทางที่ไม่มีผู้นำทางเพื่อไปยังเส้นทางสู่หัวใจของทั้งสองฝ่าย

 

                ในหลายโอกาสที่การได้สนทนาใกล้ชิดกับผู้ป่วยใกล้ตาย ผมไม่มีสำนึกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องเวลาชั่วขณะนั้น คนไข้กับผมมักจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกมหัศจรรย์กับการไม่รับรู้เรื่องเวลาในความใกล้ชิด พวกเราไม่มีสำนึกเรื่องเวลาคอยกำกับอยู่ เพราะพวกเราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้ไปที่ไหน ความรู้สึกที่มีอยู่มันเป็นชั่วขณะนั้นทั้งหมดและสมบูรณ์ในตัวมันเอง นี่เป็นผลของการที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกและหัวใจ

 

                ความตั้งใจที่จะใกล้ชิดเปิดให้พวกเราได้แบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่า และความอบอุ่นอย่างแท้จริง เวลาของพวกเราคือ เวลาของพวกเขาด้วย เราพบปะกันโดยไม่มีเวลาหยุดสิ้น ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจอีกฝ่าย บทบาทของพวกเราประสานกลมกลืนและไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าใครกำลังช่วยเหลือใคร

 

                ครูอาจารย์ทางจิตวิญญาณเคยกล่าวไว้ว่า “ความรักไม่เคยให้เราหยุดพัก” ชั่วขณะของความรัก เรารับรู้ได้จากความใกล้ชิดที่ทำให้เราได้อยู่ร่วม ผูกพันเป็นเวลายาวนาน อย่างน้อยเริ่มต้นคือ เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายก็ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยใกล้ตายอย่างเต็มหัวใจ สิ่งลึกลับสิ่งที่ยังไม่รู้ทำให้เรารู้สึกใส่ใจ รู้สึกชัดเจนและเปิดรับต่อสัมพันธภาพที่มีต่อภาวะการใกล้ตาย ความโศกเศร้าไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราต้องใส่ใจในช่วงเวลาของความตาย สัมพันธภาพอื่นๆ ดูอ่อนจางไปมากเมื่อเปรียบเทียบกับบรรยากาศของภาวะใกล้ตาย

 

                ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลก็ได้มาสู่ความเข้าใจที่ว่า ชั่วขณะของการเปิดเผยนั้น ไม่ได้พึ่งพาอาศัยกับการตายอย่างใด พวกเราต้องมีความสามารถที่จะละทิ้งและปล่อยวางกำแพงที่กีดขวาง และสามารถอยู่อย่างอิสระจากความกลัว งานสถานพยาบาลระยะสุดท้ายเช่นนี้เป็นเครื่องมือให้พวกเราได้เข้าถึงศักยภาพของพวกเรา ศักยภาพในปัจจุบันขณะของทุกขณะในสัมพันธภาพ พวกเราสามารถใช้การงานของเรากับผู้ป่วยรายใหม่เพื่อไปสู่ความใกล้ชิดกับจักรวาล มันเป็นจังหวะก้าวหนึ่งที่ก้าวเดินไปอย่างเต็มที่ในวิถีความรัก

                                                               

แปลจาก Lesson From dying

โดย Rodney Smith 1998

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย…ชีวิต] [บทความจร] [คมความคิด] [ธารกวี] [บทบรรณาธิการ]
จำนวนผู้เข้าชม 002217