ล่าสู่กันฟัง

            :D :D story

   หนวดน้อย

 

“เฮ้ย! ผมเปล่าทำ เด็กบ้านั่นตะหาก..”

                                                             

                ข้าพเจ้าหักด่านการศึกษาครั้งมัธยม ๖ มาด้วยเนื้อตัวเหวอะหวะ เเละผลสอบอันรุ่งริ่ง กล่าวคือฟิสิกส์ได้ ๐ เคมีได้ ๐ ชีวะได้ ๐ คณิตศาสตร์ได้ ๐ คะเเนนเฉลี่ย ๐.๙๓ ในยามนั้น ไม่เพียงบันดาลให้ข้าพเจ้ารั้งตำเเหน่งสุดยอดเด็กไม่รักดีแล้ว ยังอาจกระตุ้นให้บิดาพลั้งมือกระทำกุมารพิฆาตอีกด้วย ขณะที่ข้าพเจ้าอ่อนระโหยใกล้จะจมดิ่งสู่ห้วงสมุทรอันเวิ้งว้าง บัดดลนั้น ก็มีขอนไม้อับโชคท่อนเขื่องลอยมาให้ข้าพเจ้าได้ไขว่คว้า ซึ่งก็คืออาจารย์คณิตศาสตร์ผู้หมดไฟ เเละใคร่จะเกษียณอายุราชการโดยสวัสดิภาพนั่นเอง ยามนั้น สมองของข้าพเจ้าเเล่นปรูดปราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อา หากข้าพเจ้าสามารถแปลงเลข ๐ เป็น ๑ ได้แม้เพียงวิชาเดียวแล้ว คะแนนเฉลี่ยของข้าพเจ้าจะเขยิบพรวดขึ้นเป็น ๑.๐๐ พอดีอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ข้าพเจ้ารุดเข้าไปกระทำอภิวาทด้วยกิริยาหมาเศร้า พร้อมแจ้งความจำนงขอสอบซ่อม อาจารย์เหม่อมองผ่านตัวข้าพเจ้าดุจเป็นน้ำค้างยามเช้า หรือรอยบาทาบนผืนฟ้าอันหาตัวตนแก่นสารมิได้ แล้วกล่าวเสียงยะเยือกว่า “เอาเถอะ ครูมีข้อเสนอที่ดีกว่านั้น เธอเอาเกรด ๑ ไปเลยนะจ๊ะ ไม่ต้องสอบซ่อม” แล้วกรีดนิ้วไปยังประตูพร้อมสบถสาปดังก้องเยี่ยงฤาษีทุรวาทว่า “ไป ไปจากชีวิตของฉันเลย แล้วไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาอีก”

 

                ข้าพเจ้ายอมรับว่าตนเองเป็นคนโง่บรม ด้วยข้าพเจ้าทราบดีว่าการชิงยอมรับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ย่อมนำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น เว้นเฉพาะกรณีของลูกเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งใช้อุบายวิธีเดียวกันนี้ เเล้วไม่สัมฤทธิ์ผล เมื่อครูให้นักเรียนเขียนวิพากษ์ตนเอง เจ้านั่นกรอกลงในสมุดดังนี้ “ผมรู้ ผมมันโง้” แน่ล่ะ แทนที่ใครๆ จะเห็นใจ ทุกๆ คนต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องโดยเอกฉันท์ กลับมาที่เรื่องของเรา ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าติเตียนตนเองว่าโง่เง่า บรรดามิตรสหายจะออกรับแทนว่าไม่จริงดอก ในตัวข้าพเจ้ามีคุณสมบัติเบื้องต้นของนักวิทยาศาสตร์แฝงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม นั่นก็คือการตั้งคำถาม ข้าพเจ้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยมีคุณสมบัติเช่นนี้อยู่ในตัวที่ใด เพื่อนๆ จึงเฉลยว่าบ่อยครั้งที่เมามาย ข้าพเจ้ามักตั้งคำถามกับใครคนหนึ่ง พลันที่ใครคนนั้นให้คำตอบ ข้าพเจ้าจะยิงคำถามเดิมอีกครั้ง เป็นอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดค่ำคืน สร้างความอิดหนาระอาใจแก่ทุกผู้คนยิ่งนัก

 

                แม้ข้าพเจ้าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับวิชาวิทยาศาสตร์ ทว่าสำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว ข้าพเจ้ากลับนึกนิยมอยู่ลึกๆ บุคคลเช่นเซอร์ไอแซ็ก นิวตันที่นอนเขลงอยู่ใต้ร่มไม้ ครั้นมีลูกเเอปเปิ้ลตกใส่ศีรษะ ก็กลับตั้งคำถามประเภทอิ่มท้องไม่มีงานทำว่า ไยลูกแอปเปิ้ลจึงไม่ลอยขึ้นสู่ท้องนภา จนได้พบกฎว่าด้วยแรงดึงดูดในที่สุด หรือกาลิเลโอที่สู้ถ่อสังขารเดินยักแย่ยักยันขึ้นหอเอนปิซา เพียงเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า วัตถุซึ่งมีมวลไม่เท่ากัน ย่อมตกถึงพื้นดินพร้อมกัน หรืออาร์คิเมดิสที่จู่ๆ ก็ผุดทะลึ่งขึ้นจากอ่างน้ำในสภาพนุ่งลมห่มฟ้า แล้ววิ่งป่าวตะโกนคลุ้มคลั่งไปทั่วเมืองว่า “ยูเรก้าๆ (ข้าพบแล้วๆเพราะเกิดคิดวิธีคำนวณน้ำหนักสุทธิของทองคำที่ผสมรวมกับธาตุโลหะชนิดอื่นขึ้นมาได้ หากเป็นข้าพเจ้านั่งเอกเขนกอยู่ใต้ร่มไม้ แล้วเผอิญมีมะม่วงแรดตกใส่ศีรษะ ข้าพเจ้าจะเก็บไปให้ภรรยาทำมะม่วงน้ำปลาหวานกินให้เข็ดหลาบ ส่วนเรื่องทิ้งวัตถุจากที่สูงนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้าและฝูงเพื่อนทำกัน สมัยเรียนอยู่ตึกเรียนชั้น ๖ ก็คือ แข่งกันร่อนเครื่องบินกระดาษดูว่าของใครจะล่องลิ่วฉวัดเฉวียนได้งดงามกว่ากัน ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าประหวัดถึงกิจกรรมอีกชนิด นั่นก็คือบันจี้จัมพ์ ส่วนการผุดทะลึ่งขึ้นจากอ่างน้ำ หากลองไปถามรุ่นพี่หนวดงามของข้าพเจ้าซึ่งลงสมัครผู้ว่า ก... ดูเเล้ว เขาคงขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อหู พร้อมบ่นรำพันว่า “ว่าไงนะ อ่างแสนสุขขนาดนั้น ยังลุกหนีได้ลงคอ ไร้รสนิยมจริงๆ”

 

                จุดที่ทำให้ข้าพเจ้าชื่นชมพวกท่านในลักษณะเกลียดตัวกินไข่ก็คือ การแลเห็นในสิ่งที่ผู้คนมองข้าม การตั้งคำถามในสิ่งที่ผู้คนละเลย การมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นเครื่องนำพาชีวิต คุณสมบัติเหล่านี้กอปรรวมกันขึ้นเป็นความหมกมุ่นชนิดหนึ่ง ซึ่งผิดจากความหมกมุ่นในทีวีแชมเปี้ยนราวฟ้ากับดิน เพราะมุ่งตรงไปที่สัจจะและสรรค์สร้างสิ่งดีๆ ให้แก่โลก จะว่าไปแล้ว ความหมกมุ่นทำนองนี้ก็ไม่ต่างจากคุณสมบัติของเด็กซุกซนนั่นเอง เพราะเด็กๆ มักแลเห็นในสิ่งที่ผู้ใหญ่มองข้าม ตั้งคำถามในสิ่งที่ผู้ใหญ่ตอบไม่ได้ มีความอยากรู้อยากเห็นอันน่ากวนใจ เอาจริงเอาจังกับการละเล่น กระโดดโลดเต้นอย่างคลุ้มคลั่งเมื่อได้พบสิ่งที่ตนค้นหา ข้าพเจ้ามีทัศนะว่าภายใต้บุคลิกอันเคร่งขรึมของนักวิทยาศาสตร์แต่ละท่าน ล้วนมีเด็กซุกซนที่กระทำทุกสิ่งด้วยอารมณ์สนุกสนานโลดแล่นอยู่ทั้งสิ้น ข้อพิสูจน์ของข้าพเจ้าดูได้จากกระบวนการแสวงหาและลีลาการค้นพบของพวกท่าน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ อาการผุดทะลึ่งขึ้นจากอ่างน้ำอย่างลืมตัวของอาร์คิเมดิสเป็นต้น

 

                ทว่าในช่วงหลังๆ ข้าพเจ้าเริ่มบังเกิดความกังขาในทฤษฎีของตนเอง เมื่อได้พบเห็นผลวิจัยที่สอดรับสนับสนุนผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่นการดื่มไวน์ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน (เฮอะ! เบียร์กระป๋องละ ๒๐ ของข้าพเจ้าก็มีสรรพคุณเช่นนั้น) หรือการคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ให้บรรษัทข้ามชาติด้วยค่าลิขสิทธิ์สูงลิบลิ่ว ชนิดไม่ใส่ใจเงินอันน้อยนิดในกระเป๋าของคนเดินดินกินน้ำพริกหนุ่มอย่างเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมาถึงของพืชตัดแต่งพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอที่เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุข้ามสายพันธุ์แบบผิดธรรมชาติ ทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงผลกระทบของมัน เพราะกระบวนการเฝ้ามองอาจกินเวลาไปถึงรุ่นหลาน ไม่เฉพาะในชาตินี้  การพิสูจน์ไม่ได้ถึงผลกระทบมิได้หมายความว่าไม่มีผลกระทบ จริงอยู่ หากข้าพเจ้าสวาปามข้าวโพดปิ้งดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อกันแมลง แล้วเกิดมีใบหน้าเหี่ยวคล้ำ ข้าพเจ้าคงระบุไม่ได้ว่าเป็นเพราะข้าวโพดจีเอ็มโอ หรือร่วมลุ้นการประกวดนางงามข้ามวันข้ามคืนเป็นแน่ แต่ใครจะกล้ารับประกันว่า หลานๆ ของข้าพเจ้าจะไม่ขึ้นคานเพราะเพศตรงข้ามมิอาจกรายใกล้ หรือหากข้าพเจ้าดื่มเบียร์ที่หมักจากข้าวบาร์เลย์จีเอ็มโอ แล้วหลานๆ ของข้าพเจ้ามีอาการเมาค้างมาแต่กำเนิด ใครกันจะรับผิดชอบ สิ่งที่มนุษย์กระทำอยู่นี้คือการจาบจ้วงพรมแดนศักดิ์สิทธิ์ เปรียบดังมือสมัครเล่นที่ช่วงชิงงานจากเงื้อมพระหัตถ์ของมืออาชีพเช่นพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้น การชิงผลิตเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอออกจำหน่ายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของบรรษัทข้ามชาติ จึงเป็นความเห็นแก่ได้ตามประสานายทุนหน้าเลือด หรือการออกทีวีกินมะละกอของรัฐมนตรี แล้วให้สัมภาษณ์ว่า “คนแถวนี้เขาก็กินกันทั้งนั้น ไม่เห็นเป็นไรเลย” จึงเป็นการสร้างภาพตามวิสัยนักการเมือง ซึ่งวิญญูชนหาควรใส่ใจไม่ สู้ใช้เวลาในชีวิตไปกับกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นต้นว่าการอบเซาน่า หรือชมการประกวดนางงามจักรวาลจะดีกว่า แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว ข้าพเข้าออกจะนึกเสียดายเด็กซุกซนที่แฝงเร้นอยู่ในตัวพวกท่าน และได้แต่ทอดอาลัยว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยงแท้ คงถึงเวลาแล้วที่เด็กซุกซนเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียที

 

                ทว่าผู้ที่สอยทฤษฎีของข้าพเจ้าดิ่งร่วงไม่เป็นท่า คือสหายต่างวัยผู้หนึ่ง เมื่อรับฟังทัศนะของข้าพเจ้าจบสิ้น เขาก็ส่ายหน้าให้กับความน่ารักน่าชังของข้าพเจ้า พร้อมรำพึงว่า “ถ้าพวกมันเติบโตได้ก็คงดี ปัญหาคือมันไม่โตน่ะสิ...” แล้วแจกแจงด้วยตัวอย่างที่เข้าใจง่ายว่า “แม่นล่ะ เด็กๆ กับความซนเป็นของคู่กัน แต่ความซุกซนก็เหมือนเบียร์นั่นแหล่ะ ถ้าดื่มแต่น้อย แก้มนายจะเป็นสีชมพูเปล่งปลั่ง พูดจาฉาดฉาน อารมณ์ดี แต่ถ้าซดแบบอูฐ นายจะเริ่มพูดพล่ามแต่ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วคลืบคลานเหมือนตัวสฟิงซ์” เมื่อถึงช่วงนี้ เขาก็ทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า “ที่แย่คือ เราแลเห็นแต่ส่วนดี จนไม่เคยคิดจะควบคุมมันเลย เวลาที่เด็กๆ ซุกซนพอหอมปาก บ้านเราเรียกเด็กฉลาด ถ้าล้ำเส้นไปหน่อย เราเรียกเด็กเวร ถ้าล้นจนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เราเรียกเด็กเปรต เเล้วดูสิ ตอนนี้เรามีเด็กเปรตอยู่เต็มเมือง เหตุที่โลกเราทุกวันนี้ลุกเป็นไฟ นักการเมืองก็มีส่วน แต่เป็นแค่ปลายเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากเจ้าเด็กซุกซนที่นายชื่นชอบเข้าไปสิงสู่ในร่างนักวิทยาศาสตร์ผู้มีสมองปราดเปรื่อง แล้วดลบันดาลให้นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองที่ไม่พึงกระทำ...ว่าไงนะ ขี้เกียจฟัง จะขอไปนอนแล้ว เฮ้ย! ไม่ได้ ยังไงๆ นายต้องฟังเรื่องนี้ก่อน”

 

                ข้าพเจ้าขอกำนัลท่านด้วยเรื่องราวกึ่งจริงกึ่งฝัน ซึ่งสหายของข้าพเจ้าพร่ำสาบานว่าเป็นเรื่องจริงที่รู้กันเฉพาะวงใน และเป็นเหตุให้เขาต้องระเห็จหนีออกมาประกอบอาชีพนักเขียนนักแปลบังหน้า  อยู่จนทุกวันนี้ ข้าพเจ้าขอแนะว่าแม้จะเป็นเรื่องจริง ท่านก็ไม่พึงไปหมกมุ่น ให้ถือเสียว่านี่เป็นนิทานข้างหมอน เป็นเครื่องคลายอารมณ์ให้ท่านนอนหลับฝันดี เชิญติดตามรับฟัง ณ บัดนี้

 

                เมื่อกึ่งศตวรรษก่อน มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในอเมริกาตั้งปัญหาหลังรับประทานอาหารเสร็จสิ้นว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากพืชผักผลไม้เกิดมีชีวิตจิตใจเช่นมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้นจึงทดลองปลูกมันเทศแปลงหนึ่งราว ๒๐ หัว แล้วปลูกถ่ายพันธุกรรมของมนุษย์ลงไป ควบคุมอุณหภูมิ รดน้ำพรวนดิน คอยดูแลสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด จนมันเทศแต่ละหัวมีขนาดใหญ่เท่าลูกฟุตบอล อยู่มาวันหนึ่ง มันเทศทั้งแปลงก็ค่อยๆ ผุดขึ้นจากหลุมประหนึ่งซอมบี้ โดยมีองคาพยพครบครันเช่นมนุษย์ แล้วเดินสะเปะสะปะไปมาเต็มศูนย์วิจัย ถัดมา นักวิทยาศาสตร์ก็ลงมือทำ ศัลยกรรม เพื่อให้มันเทศแปลงนั้นกลายเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ มันเทศหัวใดที่ขาวผ่อง นักวิทยาศาสตร์ก็เติมผมสีทองใส่ลูกตาสีฟ้า เสริมจมูกให้งองุ้ม หัวใดที่เหลืองนวล ก็ติดผมดำตาดำ กรีดเส้นนัยน์ตาให้ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมตบแต่งใบหน้าเป็นรูปทรงต่างๆ อย่างสนุกมือ ทั้งกลมแป้น ยาวรี สามเหลี่ยมเม็ดกวยจี๊ หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส จากนั้น ก็สอนให้พูดจาภาษาต่างๆ จนคล่องแคล่ว ตั้งชื่อ กำหนดอายุ พร้อมอุปโลกน์ประวัติเทียมๆ ขึ้นมาจนดูแนบเนียนปราศจากพิรุธ แล้วส่งเข้าศึกษาตามสถาบันชั้นนำต่างๆ ทั่วอเมริกา ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ นิติศาสตร์เหล่านี้เป็นต้น ถึงยามนี้ เหล่ามันเทศก็พัฒนาระดับเชาน์ปัญญาถึงขีดสุด มันเริ่มมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง แล้วถกเถียงพูดคุยกันเฉพาะในกลุ่ม กว่านักวิทยาศาสตร์จะตระหนักว่าลืมให้เรียนศาสตร์อันจำเป็นต่อการยกระดับจิตใจ เช่น ปรัชญา ศาสนาเเละจริยศาสตร์ ก็สายเกินการณ์เสียแล้ว เจ้าหัวโจกมันเทศชักชวนมันเทศอื่นๆ ให้ก่อหวอดแข็งขืน มอมเหล้านักวิทยาศาสตร์จนสลบไสล แล้วแยกย้ายกันหลบหนีไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก บ้างก็มาทวีปเอเชีย ปลอมแปลงสัญชาติ ตั้งชื่อนามสกุลใหม่ ทำบัตรประชาชน แล้วแต่งงานมีลูกเมีย ขวนขวายประกอบธุรกิจจนร่ำรวยมหาศาล แล้วเบนเข็มเข้าสู่แวดวงการเมือง จนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้เเทนราษฎร เป็นวุฒิสมาชิก เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้นำประเทศ บ้างก็ไปยุโรป ลาตินอเมริกา แอฟริกา ไปเป็นนายธนาคาร เป็นนักปั่นหุ้น เป็นสุภาพสตรีหมายเลข ๑ ผู้คอยบงการสามี ที่ร้ายกาจอย่างยิ่งคือ เจ้าหัวโจกมันเทศผู้ถือคติว่า ที่ๆ อันตรายที่สุดคือแหล่งกบดานชั้นเยี่ยม มันแฝงตัวอยู่ในกรุงวอชิงตันด้วยรูปลักษณ์ใหม่อันภูมิฐาน แล้วอาศัยวาทะศิลป์ชั้นเลิศไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจ จนได้เป็นผู้ว่าการรัฐ แล้วทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในท้ายที่สุด ทว่าด้วยความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัด มันจึงอาศัยตำแหน่งอันทรงอิทธิพลนี้เป็นเครื่องกรุยทางสู่ความปรารถนาอันจริงแท้ นั่นก็คือการครองโลก มันเริ่มดำเนินแผนการโดยอาศัยประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเป็นเครื่องบุกทะลวง หากชาติใดหัวแข็ง มันจะประณามว่าเป็นแกนแห่งความชั่วร้าย แล้วหาเหตุรุกรานด้วยข้ออ้างที่ไร้หิริโอตตัปปะเช่นที่ทำกับอัฟกานิสถานเเละอิรัก พร้อมข่มขู่คุกคามชาติที่มีใจเป็นธรรมอื่นๆ ด้วยถ้อยคำหยาบช้าว่า “จงสนับสนุนเรา ไม่ก็เป็นศัตรูกับเรา” จนปฐพีร้อนระอุไปทุกหย่อมหญ้า จริงอยู่ เหตุวิบัตินี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเหล่ามันเทศมิได้รับการอบรมวิชาปรัชญา ศาสนาและจริยศาสตร์ ทว่าสาเหตุหลักล้วนเกิดจากเด็กซุกซนตนหนึ่งที่คอยบงการให้นักวิทยาศาสตร์กระทำในสิ่งที่ไม่บังควร ด้วยอารมณ์สนุกสนานเเละไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น

 

                ในภาพฝันยามค่ำคืนนั้น ข้าพเจ้าลอยคออยู่กลางห้วงสมุทรอันเวิ้งว้างแลไม่เห็นฝั่ง ภายใต้ผืนฟ้าอันมืดมิดไร้ดาว รอบตัวข้าพเจ้าลอยเกลื่อนไปด้วยเบียร์กระป๋องเย็นเฉียบนับแสนนับล้าน ขณะที่ข้าพเจ้าอ่อนระโหยใกล้จะจมดิ่งเต็มที่นั้น ฉับพลัน ก็มีเสียงซุกซนเสียงหนึ่งแหวกฝ่าความเงียบขึ้นมาว่า “เอ้า! มัวทำอะไรอยู่ รีบหยิบมาเปิดดื่มอีกกระป๋องเด่ะ อ๊ะอ๊ะ อย่าขัดขืนเชียวนา ก็ใครใช้ให้นายหย่านมก่อนกำหนดเล่า”

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย…ชีวิต] [บทความจร] [คมความคิด] [ธารกวี] [บทบรรณาธิการ]
จำนวนผู้เข้าชม 001962