บทความจร

วันวนัทธ์ วรภู

 

แล้วความสุขก็ผลิบานรอบๆ ตัวฉัน

 

ด้วยโครงสร้างสังคมที่ซับซ้อนอันเกิดจากการครอบคลุมชั้นแล้วชั้นเล่าของระบอบทุนนิยม บริโภคนิยม และวัตถุนิยม ส่งผลให้เกิดโครงสร้างทางอำนาจที่บิดเบี้ยวและอยุติธรรม สร้างรอยถ่างอย่างกว้างใหญ่ระหว่างชนชั้น และกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเราสับสนวุ่นวาย เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน ปากกัดตีนถีบ ถูกบีบคั้น โน้มน้าว ชักจูงไปสู่กระแสธารบริโภคนิยมเพื่อผลประโยชน์ของบรรษัททั้งหลาย พร้อมกันนั้นความทุกข์และปัญหาของเราก็พลอยสลับซับซ้อนตามปัญหาสังคมไปด้วย ด้วยรากของปัญหาที่หยั่งลึกและเกี่ยวพันกับตัวแปรต่างๆ มากมาย ทำให้เราขาดการรู้เท่าทันทุกข์ แล้วทุกข์นั้นก็ค่อยๆ ถมทับทวีจิตใจของเราทีละเล็กทีละน้อย กว่าจะรู้ตัวก็พบว่าตัวเองแทบสำลักความทุกข์ตายอยู่รอมร่อแล้ว

 

แต่จะมีใครเคยรู้ไหมว่า “แท้จริงแล้ว ความสุขมีอยู่รอบตัวเรา แม้แต่บนท้องถนน” ลองถามตัวเองดูสิว่า เมื่อเราเดินอยู่ริมถนน สิ่งที่เราได้ยินและมองเห็นคืออะไร เราได้ยินแต่เสียงรถ เสียงแตร เสียงนกหวีด หรือเสียงทุ่มเสียงด่าทอกันใช่หรือไม่ เรามองเห็นแต่รถติด ควันพิษ หรือการจราจลย่อยๆ บนท้องถนนใช่หรือไม่ แล้วเราได้ยินและมองเห็นความงดงามเล็กๆ ซึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบตรงริมถนนบ้างหรือเปล่า ดอกคูณกำลังผลิบานสะพรั่งเหลืองพราวไปทั้งต้น ผีเสื้อสองสามตัวบินว่อนไปมาคล้ายลังเลว่าจะดื่มกินน้ำหวานจากเกสรดอกใดดี นกตัวเล็กๆ ขับขานบทเพลงไพเราะซึ่งเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเพราะมัวพะวงอยู่แต่กับเสียงมอเตอร์ไซค์ ถัดไปเล็กน้อย หนูน้อยขายพวงมาลัยสองคนกำลังแบ่งปันขนมและน้ำดื่มแก่กันอย่างอาทร มองเลยไปยังเกาะกลางถนน ไม้ดัดซึ่งถูกตกแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ พยายามปลดปล่อยตัวเองจากการดัดแปลงอันไม่ธรรมชาตินั้น ด้วยการชูกิ่งก้านใบออกจากการจำกัดของกรอบ ดุจจะแสวงหาตัวตนอันแท้จริง

 

ทว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะไวต่อความทุกข์มากกว่าความสุข ทำให้เราสัมผัสความสุขที่มีอยู่รอบตัวได้เพียงเลือนราง ในขณะที่แม้ความทุกข์มาแผ้วพานเพียงแผ่วสัมผัส เรากลับรู้สึกกับมันอย่างแจ่มชัดและจดจำมันไว้ได้แสนนาน

 

การที่เราไวต่อความทุกข์มากกว่าความสุข ฝังใจในความทุกข์มากกว่าความสุข ทำให้ความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ค่อยๆ กัดกินประหนึ่งสนิมร้ายกัดกร่อนเหล็กกล้า นานวันเข้าก็ผุกร่อนสลาย ดังนั้นเราต้องปรับเรดาร์ในการสแกนหาความสุขได้ยิ่งกว่าความทุกข์ หรือจะเรียกว่า “การมองโลกในแง่ดี” ก็คงไม่ผิด เพราะแท้จริงแล้วในความทุกข์ก็ยังมีประโยชน์ซ่อนอยู่ และในเคราะห์ร้ายก็ยังมีโชคดีซ่อนอยู่เช่นกัน ดังคำกล่าวอันคมคายว่า “อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้ว มันต้องมีข้อดี” หากเราทำเงินหายไปหนึ่งพันบาท แต่เรายังโชคดีที่เงินไม่ได้หายไปหนึ่งหมื่นบาท หากเราซื้อของได้ในราคาแพงกว่าที่พื้นซื้อ แต่ก็ยังดีที่เราไม่ได้จ่ายแพงไปกว่านั้น หรือแม้แต่หากเราเป็นมะเร็ง ก็ยังถือว่าโชคดีที่ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการเตรียมใจเพื่อเผชิญความตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี หลายคนที่มีโรคร้ายได้เปลี่ยนทุกข์จากโรคร้ายนั้นให้เป็นสุขบำรุงจิตใจ ดุจดั่งต้นไม้เปลี่ยนสิ่งปฏิกูลเป็นปุ๋ยบำรุงดอกผล ด้วยการศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง และมีบั้นปลายชีวิตสงบสุขยิ่งกว่าหลายคนที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่กลับต้องเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยความเร่าร้อน เนื่องเพราะไม่สามารถน้อมรับความตายที่กำลังมาเยือนได้

 

ลองมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วถามตัวเองว่าเรากำลังนึกถึงอะไร หากเป็นคนค้าไม้ก็คงเห็นว่าต้นไม้นั้นมีกิ่งก้านสาขาใหญ่โต น่าจะขายได้ราคา คนขายผลไม้หรือคนที่หิวโหยก็คงมองเห็นผลอันดกดื่นของมันเป็นลำดับแรก คนที่นิยมไพรก็คงมองเห็นนกและกระรอกที่พึ่งพาอาศัยต้นไม้ใหญ่นั้นอยู่ และคนที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็คงมองเห็นร่มเงาอันร่มรื่นของมัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีหลายแง่หลายมุมหลายด้าน ขึ้นอยู่กับใจเราว่าปรารถนาจะเห็นสิ่งใดจากมัน และมองหาแง่มุมที่ต้องการจากมันเท่านั้นเอง

 

มีเรื่องเล่าของเด็กน้อยสามคนว่า แม่วานให้ไปซื้อน้ำผึ้ง ระหว่างทางเด็กทั้งสามสะดุดก้อนหินหกล้ม น้ำผึ้งหกไปครึ่งขวด เด็กคนแรกร้องไห้ไปบอกแม่ว่าตนโชคร้ายที่หกล้มและทำน้ำผึ้งหกไปตั้งครึ่งขวด เด็กคนที่สองบอกแม่ว่าตนหกล้มและทำน้ำผึ้งหก แต่โชคดียังเหลือน้ำผึ้งอยู่อีกตั้งครึ่งขวด ส่วนเด็กคนที่สามบอกแม่เหมือนเด็กคนที่สอง แล้วจัดการย้ายหินก้อนนั้นไปวางไว้เสียข้างทาง เพื่อที่ว่าต่อไปทั้งตนและคนอื่นจะได้ไม่สะดุดมันหกล้มอีก ดังนี้แล้ว การมองโลกในแง่ดีจึงเป็นวิธีหนึ่งของการกำจัดทุกข์โดยจัดการกับใจเราเอง เรียกว่า “การทำจิต” ในขณะเดียวกันการเรียนรู้จากความทุกข์เพื่อแก้ไขและป้องกันที่เหตุก็เป็นวิธีกำจัดทุกข์ด้วย “การทำกิจ” ตามแนวทางพระพุทธศาสนา (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) อย่างแท้จริง

 

วันนี้ฉันเดินไปบนถนน ทำใจให้จดจ่ออยู่กับความสุข ฉันเห็นรถติดไปจนสุดถนน เห็นคนบนรถหน้านิ่วคิ้วขมวด เห็นคนที่ป้ายรถเมล์แย่งกันขึ้นรถ ฉันได้ยินเสียงรถคันหนึ่งบีบแตรยาวเหยียดใส่รถคันหน้า ได้ยินเสียงเร่งเครื่องของมอเตอร์ไซค์เพื่อให้ทันสัญญาณไฟเขียว แต่สิ่งที่ฉันมองเห็นและได้ยินไม่สามารถเข้ามากระทบใจฉันได้เลย เพราะท่ามกลางบรรยากาศของท้องถนนอันตึงเครียดนั้น ฉันเห็นความรักผลิบานในรถคันหนึ่งซึ่งพ่อแม่ลูกกำลังหยอกล้อเล่นกันตรงทางม้าลาย หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังประคองคุณยายข้ามถนน ตรงริมถนนดอกคูณกับผีเสื้อได้สร้างนาฏกรรมรำร่ายอันงามงดท่ามกลางสายลมร้อนผะผ่าวและตรงเกาะกลางถนน ฉันเห็นไม้ดัดต้นนั้นค่อยๆ คลี่คลายตนออกจากรูปทรงอันประดิษฐ์ เพื่อจะกลายเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่สวยงาม...ตามที่ธรรมชาติจะพึงมอบให้แก่มัน

แล้ว ณ วินาทีนั้น ความสุขก็ผลิบานรอบๆ ตัวฉัน

 

ปะติดปะต่อความสุขทั้งมวลจากการอบรม

“สู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข” โดยเสมสิกขาลัย และเสขิยธรรม

ที่วัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.แพร่ ระหว่าง ๒๔ - ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๗

วิทยากร พระไพศาล วิสาโล

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย...ชีวิต] [ธารกวี] [บทความจร]
จำนวนผู้เข้าชม 001801