ว่าด้วย...ชีวิต

ยโสธโรภิกขุ

การรับฟังยามลาจาก (ต่อ)

Rodney Smith เขียน

พระชัยยศ ยโสธโร                แปล

                เมื่อเรานั่งอยู่ใกล้การตาย เราต้องการทักษะทั้งหมดในตัวเราเพื่อที่จะอยู่ห่างจากเรื่องราวความตายที่อยู่ตรงหน้า การตายมันขับเน้นปัญหาเกือบทุกด้านของมนุษย์ออกมา อารมณ์ที่อ่อนไหวมันปั่นป่วนและรุนแรงสุดขั้ว เหตุการณ์เล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วยใกล้ตาย กับครอบครัวกับผู้ดูแลผู้ป่วย ความตายหยิบยกเรื่องราวชีวิตที่ยังคงค้างคาใจให้แสดงตัวออกมา เพราะว่าความตายมันเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตทั้งหมดและเต็มที่ อารมณ์พื้นฐานที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยใกล้ตายคือ ความกลัว เรื่องราวชีวิตที่ยังไม่ได้สะสางของผู้ป่วยใกล้ตายมักจะขับเน้นด้วยความกลัวตาย ทั้งความรู้สึกกลัวตายและเรื่องราวที่ค้างคาใจ ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันกับคนที่เกี่ยวข้องได้

 

                เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลระยะสุดท้ายมักอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ด้วยประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา รวมถึงจากหน้าที่การงานในการทำงานกับผู้ป่วยใกล้ตายและญาติของผู้ป่วย ทุกครั้งที่ทำงานกับบุคคลเหล่านี้ประสบการณ์ทางความรู้สึกที่ได้รับก็มักเป็นเรื่องที่ “ใหม่” อยู่เสมอ ดังนั้นการรับฟังต่อการตาย จึงเกี่ยวข้องกับการรับฟังตัวบุคคลและรับฟังต่อปฏิกิริยาโต้ตอบที่เกิดขึ้นในตัวเรา เรามักสับสนระหว่าง ๒ สิ่งนี้ เพราะว่าปฏิกิริยากลไกป้องกันตนเอง “การโยนใส่” สิ่งภายนอก กับอคติที่อยู่ในตัวเรามันเป็นม่านหมอกในจิตใจที่ปิดกั้นการรับรู้ความเป็นจริง

 

                พวกเราคงรู้จักแวดวงผู้คนที่มีอุปนิสัยหรือพฤติกรรมในลักษณะที่ก่อกวนอารมณ์ความรู้สึกภายในตัวเรา ลักษณะเช่นนี้ก็มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเช่นกัน ความตายก็เป็นลักษณะหนึ่งที่สะท้อนในเรื่องนี้ ในกรณีที่การตายเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ ความสูงอายุทำให้เห็นว่าความตายนั้นยังเป็นเรื่องห่างไกลตัวเรามาก แต่หากความตายนั้นเกิดกับบุคคลหรือผู้ป่วยที่มีอายุใกล้เคียงกับพวกเรา หรือมีสภาพชีวิตไม่ต่างจากเรา ผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะสร้างความรู้สึกหรือปฏิกิริยาก่อกวนในตัวเราได้มากเช่นกัน

 

                การรับฟังเรื่องราวความตายนำพาเราให้ไปถึงริมขอบของความกลัวที่มีอยู่ภายในตัวเรา เมื่อเราเปิดใจให้กับใครบางคน เราก็เปิดใจให้กับความตายของเขาด้วย ความตายมาพร้อมด้วยพละกำลังที่เท่าเทียมกับแรงต่อต้านที่พวกเรามีอยู่ ปฏิกิริยาที่เรารู้สึกเมื่อเราเผชิญหน้ากับความตายก็คือ สิ่งที่ความตายได้เผชิญหน้ากับเรา การต่อต้านของเรามาจากความยึดถือต่อความปลอดภัยต่อตัวเรา เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่แสดงว่าความมั่นคงปลอดภัยกำลังถูกสั่นคลอน ความต้องการของเราที่มุ่งเอาตัวรอดทำให้เราทำตัวไม่ถูกว่าจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบในทางสร้างสรรค์อย่างไร เราพบว่าตัวเราเองนั้นตอบสนองหรือมีคำพูดที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์เลย

 

                ไม่จำเป็นสำหรับพวกเราเลยที่ต้องตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบ พวกเราอาจรู้สึกไม่สบายใจนักในการพูดอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าคนป่วยที่มีแต่ความาเจ็บไข้ถ้าการรับฟังเกิดขึ้นจริง สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือ การตระหนักรู้ต่อเสียงทักท้วงที่มีอยู่ภายในตัวเรา หากเราไม่ยึดติดกับความรู้ต่างๆ ที่เคยมีมา ให้เราเป็นอิสระที่จะทำสิ่งที่เหมาะสมและเป็นตามธรรมชาติตามเงื่อนไขแต่ละขณะ พยาบาลในสถานพยาบาลระยะสุดท้ายท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเธอทำสิ่งที่ขัดต่อความรู้ที่ร่ำเรียนมาตลอด นั่นคือ เธอยอมทำตามผู้ป่วยโดยขึ้นไปนอนเคียงข้างผู้ป่วยระยะสุดท้าย โอบกอดผู้ป่วยไว้ มันเป็นการกระทำที่เหมาะสมและดีกับคนไข้ขณะนั้นมาก ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะหวาดวิตกกับการตายที่ต้องจากไปเพียงลำพังโดดเดี่ยว คนไข้เสียชีวิตภายใต้การโอบกอดของเธอใน ๓๐ วินาทีต่อมา

 

                ยิ่งเราเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและซื่อสัตย์ ก็ยิ่งช่วยให้เราลดทอนความคิดยึดติดของเราและค้นหาได้ว่าคนไข้ต้องการอะไรจริงๆ หากเราปฏิบัติต่อตัวเราอย่างอ่อนโยนและสุภาพ เราก็ยิ่งสามารถหยิบยื่นความเมตตา และความเตรียมพร้อมให้กับคนป่วยซึ่งต้องการสิ่งเหล่านี้อยู่ จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างโลกภายในตัวเรากับสภาพแวดล้อมาของโลกภายนอก

 

                สิ่งที่ยากที่สุดของการรับฟัง คือ การเรียนรู้ที่จะปล่อยให้ผู้อื่นได้อยู่เพียงลำพัง พวกเรามักนำมาตรฐาน หลักการของตัวเรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของอีกฝ่าย แต่การรับฟังนั้นไม่ใช่เรื่องของการแก้ไขปัญหา มันเป็นเพียงพรสวรรค์แห่งความใส่ใจ การรับฟังภายใต้ความตั้งใจด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้พูด ความเป็นอิสระจากความต้องการ มันช่วยให้เราได้รับรู้คุณค่าของอีกฝ่ายด้วยการยอมรับอีกฝ่าย เมื่อเราต้องการอะไรจากใคร เรากำลังขอให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนบางอย่าง การรับฟังนั้นไม่ได้ต้องการสิ่งใด มันเป็นเพียงการเปิดให้สิ่งต่างๆ ได้เป็นในสิ่งที่มันเป็น เมื่อผู้พูดไม่ได้ถูกกดดันด้วยความคิดเห็นใดๆ จากผู้ฟัง เขาก็ไม่ต้องเปรียบเทียบประเมินคุณค่าตัวเองกับค่านิยมภายนอก และเป็นอิสระที่จะเฝ้าสำรวจโลกภายใน การตัดสินจากภายนอกที่มีน้อยเท่าใดก็ช่วยให้การตัดสินภายในตัวเราลดน้อยลงด้วย และด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้การเติบโตของสัมปชัญญะ วุฒิภาวะภายในตัวเราเป็นไปอย่างธรรมชาติ เขาจะสามารถเติบโตในสิ่งที่พวกเขาต้องการเติบโต ด้วยการใส่ใจกับสิ่งนั้นโดยไม่ต้องถูกกระทบด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์หรือความกลัวที่อยู่ภายใน

 

                การเติบโตนั้นมีขอบเขตเวลาในตัวมันเอง เวลาตามธรรมชาติในเงื่อนไขของผู้ป่วยอาจทำให้เราอดทนไม่ไหว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของผู้ป่วย ผู้รับฟังจำเป็นต้องปรับตัวเองตามความเร็ว – ช้าของผู้ป่วย ไม่มีวิธีอื่นใดถ้าเราเชื่อมั่นที่จะพัฒนาตามกระบวนการเติบโตที่มีอยู่ภายในตัวเรา ปลดปล่อยภาระจากคำวิจารณ์ตัดสินต่างๆ การเติบโตของคนเราก็จะนำไปสู่การเปิดรับอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเราจะรู้สึกได้ว่ามันเป็นเรื่องไม่ยาก และมีศรัทธาต่อกระบวนการเติบโตเช่นนี้

                แปลจาก Lessons from the dying

ของ Rodney Smith [1998] WISDOM PUBLICATION

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย...ชีวิต] [ธารกวี] [บทความจร]
จำนวนผู้เข้าชม 001849