เล่าสู่กันฟัง

          :D :D story

ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์

แม่เฒ่า

 

ลูกประคำเก่าคร่ำพวงนั้นดูจะไม่เคยห่างจากมือของแม่เฒ่า เจอะเจอแม่เฒ่าคราวใดเป็นต้องเห็นประคำในมือเหี่ยวย่นถูกขยับไล่เลียงผ่านนิ้วทีละเม็ดๆ อย่างช้าๆ ราวกับว่าประคำพวงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแม่เฒ่าก็ไม่ปาน

                ผมพบแม่เฒ่าครั้งแรกตอนที่ตามแม่ชีทิเบตผู้เป็นลูกสาวของแม่เฒ่าไปเยี่ยมเยียนบ้านของแกซึ่งแทรกตัวอยู่ข้างไหล่เขาห่างจากศูนย์กลางของชุมชนในเมืองธรรมศาสา พบกันครั้งแรกผมเห็นแม่เฒ่านั่งอยู่บนตั่ง มือข้างหนึ่งมีพวงลูกประคำในมือ นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับลูกประคำไล่ไปทีละเม็ดๆ อย่างตั้งใจ มืออีกข้างจับธรรมจักรอันเล็กหมุนอย่างช้าๆ

อีกสองวันถัดมาผมมาเยี่ยมแม่เฒ่าอีกครั้งก็ยังคงเห็นประคำพวงเดิมในมือเหี่ยวย่นของแม่เฒ่า นิ้วมือจับลูกประคำไล่ไปทีละเม็ดๆ อย่างช้าๆ ราวกับว่าโลกในห้วงยามนั้นมีเพียงแม่เฒ่ากับลูกประคำในมือ

ขณะนั่งมองแม่เฒ่าบำเพ็ญภาวนาโดยอาศัยประคำ ประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

“ประคำอยู่ คนอยู่”

ห้วงยามนั้นผมรู้สึกว่าประคำพวงเก่านั้นคล้ายกับเป็นส่วนหนึ่งของแม่เฒ่าด้วย และพอได้ยินได้ฟังเรื่องราวของแม่เฒ่า ผมก็รู้สึกว่าบางทีประคำพวงนั้นก็อาจเป็นเช่นเดียวกับความหวังของแม่เฒ่าที่ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าแกจะได้กลับคืนสู่แผ่นดินถิ่นเกิดอีกหน เป็นความหวังเล็กๆ ที่อยู่คู่ใจแม่เฒ่ามานับตั้งแต่วันที่ย่างเท้าเดินทางไกลอพยพออกจากทิเบตมาสู่อินเดียเมื่อหลายสิบปีก่อนโน่นแล้ว หลายสิบปีล่วงไปแล้วหวังนั้นก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากใจของแม่เฒ่า

                “ใช่ แม่ยังคงหวังว่าสักวันจะได้กลับไปยังทิเบตอีกเพราะมันเป็นผืนแผ่นดินของพวกเรา เป็นที่ๆ พวกเราเกิดและเติบโตมา”

                แม่เฒ่าชาวทิเบตบอกเล่าผ่านลูกสาววัยกว่าสี่สิบปีของแกที่บวชเป็นชี รอยย่นลึกบนใบหน้ากับดวงตาฝ้าฟางบอกให้รู้ว่าแม่เฒ่าผ่านการเดินทางของชีวิตมายาวนานแล้ว กระนั้นประกายตากับน้ำเสียงหนักแน่นยามพูดถึงความหวังสุดท้ายในชีวิตของแก ทำให้ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าหัวใจของแม่เฒ่าหาได้ชราไปพร้อมกับสังขารของแกไม่

                ตามคำบอกเล่าของแม่ชีผู้เป็นลูกสาว แม่เฒ่าเดินทางอพยพออกจากทิเบตพร้อมกับผู้คนอีกเป็นจำนวนมากหลังจากที่ทราบข่าวว่าองค์ทะไลลามะผู้เป็นทั้งประมุขและผู้นำทางศาสนาลี้ภัยมาอาศัยอยู่ในอินเดียแล้ว มิใยว่าจะมีข่าวที่บอกต่อกันมาว่าหนทางข้างหน้านั้นยาวไกลและยากลำบากนัก ก็ในเมื่อหัวจิตหัวใจมันร่ำร้องที่จะตามองค์ผู้เป็นเสมือนบิดาของประชาราษฎรไป ลำบากแค่ไหนก็ยอมล่ะ

                หลังจากเดินทางรอนแรมอยู่ร่วมสองเดือนก็ข้ามเขตแดนสู่อินเดีย แม่เฒ่าเล่าว่าที่เจ็บป่วยล้มตายไปในระหว่างทางก็มี พอถึงอินเดียชาวทิเบตที่อพยพตามกันมาก็พากันมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองธรรมศาลา(Dharamshala)ในรัฐหิมาลาชันประเทศ

ระยะแรกที่อพยพมาถึงใหม่ๆ เป็นช่วงของการสร้างบ้านแปงเมือง ซึ่งต้องขุดเจาะภูเขากันเป็นลูกๆ เพื่อให้มีที่ราบพอจะสร้างบ้านเรือนได้ เป็นงานหนักชนิดที่ว่าหลายชีวิตถึงกับเสียขาพิกลพิการไปในระหว่างการเจาะทลายภูเขา อีกมากคนเจ็บป่วยเพราะขาดอาหารหรือถึงกับเสียชีวิตก็มี

                จวบจนหลายปีให้หลังชีวิตจึงเริ่มลงหลักปักฐานขึ้น มีบ้านเรือน มีวัดเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีสถานรักษาพยาบาลเนื่องจากในบรรดาผู้คนที่อพยพมาอยู่ในอินเดียนั้นนอกจากประชาชนทั่วไปแล้วก็มีทั้งพระและหมอ

                กล่าวในทางชีวิต จิตวิญญาณและวัฒนธรรม ธรรมศาลาถือเป็นหนึ่งในศูนย์รวมหลักของชาวทิเบตที่อพยพมาอยู่ในอินเดีย พอในช่วงหลังๆ ก็เป็นที่รู้จักของผู้คนต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกผู้แสวงหาความลุ่มลึกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณซึ่งมีทั้งที่จริงจังขนาดมาขอบวชเป็นพระในนิกายวัชรยานและที่เป็นนักท่องเที่ยวผู้ปรารถนามาลองลิ้มรับรู้บางส่วนเสี้ยวของวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของทิเบต

                ว่ากันว่าเมืองธรรมศาลาเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวในอินเดียที่ไม่เคยห่างหายนักท่องเที่ยวจากแดนไกล

                อีกทั้งไม่เคยห่างหายชาวทิเบตที่ยังคงอพยพมาอีกในช่วงหลังๆ อย่างน้อยที่สุดจนถึงปี 1995 ซึ่งเป็นปีผมไปเยือน ฟังว่าส่วนใหญ่จะเดินเท้าลัดเลาะผ่านจีนข้ามมายังเนปาลแล้วจึงต่อมายังอินเดีย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถ(หนี)ข้ามมาถึงฝั่งฝันได้

เหตุผลที่ยังคงมีชาวทิเบตอพยพมาที่อินเดียเท่าที่ผมอ่านเจอพบในข่าวก็คือ หลายคนทนไม่ได้กับสิ่งที่จีนทำกับทิเบตโดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา

ผมเห็นแม่เฒ่าคนเดิมอีกหนในวันคล้ายวันสมภพขององค์ทะไลลามะในปีนั้น ทั้งๆ ที่องค์ทะไลลามะไม่ได้อยู่ที่นั่นในวันนั้น แต่วัดอันเป็นสถานที่ประกอบพิธีในธรรมศาลาก็คลาคร่ำและคึกคักด้วยผู้คนทั้งคนทิเบตเองและชาวต่างชาติเพื่อเฉลิมฉลองให้เจ้าของวันสมภพ ผ้าหลากสีถูกผูกร้อยอยู่ตามเสา ตามต้นไม้ตามประเพณีของชาวทิเบต ใบหน้าและแววตาของทุกคนดูสดใสยินดีปรีดา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปล่งคำอวยพรให้แก่องค์ทะไลลามะ ผมเห็นหลายคนน้ำตาไหลทั้งๆ ที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

วันนั้นผมเห็นแม่เฒ่านั่งอย่างสงบใกล้ๆ กับกงล้อธรรมวงใหญ่ที่มีผู้คนเข้าคิวหมุนรอบแล้วรอบเล่า มือเหี่ยวย่นของแม่เฒ่ายังคงถือประคำพวงเดิม นิ้วมือจับลูกประคำไล่ไปทีละเม็ดอย่างช้าๆ ราวกับว่าโลกในห้วงยามนั้นมีเพียงแม่เฒ่ากับลูกประคำในมือ

หรืออาจจะรวมถึงความหวังสุดท้ายในหัวใจที่ไม่ชราของแม่เฒ่าด้วย

“ใช่ แม่ยังคงหวังว่าสักวันจะได้กลับไปยังทิเบตอีกเพราะมันเป็นผืนแผ่นดินของพวกเรา เป็นที่ๆ พวกเราเกิดและเติบโตมา”

 

               

                               

               

                   

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [ว่าด้วย...ชีวิต] [ธารกวี] [บทความจร]
จำนวนผู้เข้าชม 002505