คมความคิด

พิไลลักษณ์ พรมจันทร์

เสวนา…

จะเลือกเงินหรือชีวิต?

เมื่อถามคำถามนี้ แทบทุกคนมักจะตอบว่าทั้งสองอย่างไม่ได้เหรอ แทนที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะมีความจำเป็นทั้งคู่ เพียงแต่ทำอย่างไรให้มันพอดี

 

                ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งขอเลือกเงิน ด้วยเหตุผลที่ว่าเงินนั้นเป็นหลักประกันต่อความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพหรือความเจ็บไข้ได้ป่วย และบางคนอาจจะมองถึงอนาคตในแง่ของการใช้เงินแลกกับความสะดวกสบายหรือเกียรติยศชื่อเสียง แม้ว่าจะต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน มีความทุกข์บนความอยากของตัวเองสักเพียงใดก็ตาม

 

                อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคนส่วนน้อยในสังคมขอเลือกชีวิต ทั้งนี้อาจจะมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว ประกอบกับการวางเป้าหมายชีวิตที่สอดคล้องไปในแนวทางนี้ด้วย ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงมองชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย และให้ความสำคัญกับเงินน้อยมาก วิถีชีวิตจึงตั้งอยู่บนความพอใจของตัวเองเป็นหลัก

 

                สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทองได้หยิบยกเอาหัวข้อนี้มาอภิปรายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร ๔ ท่าน คือ คุณเตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และเป็นเลขาธิการของมูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตเมือง, คุณสมพล ชัยศิริโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือสหพัฒน์ฯ, คุณอัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ นักแสดงอิสระ และคุณดิสทัต โรจนาลักษณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาติของมูลนิธิสุขภาพไทย และดำเนินรายการโดยคุณณัฐฬส วังวิญญู ซึ่งปัจจุบันทำงานเรื่องขบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเอง สุขภาพองค์รวม ฯลฯ อยู่ที่สถาบันขวัญเมือง

 

                รายการเสวนาเริ่มต้นจากคุณเตือนใจได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้พบปะและร่วมกิจกรรมกับคุณวิคกี้ โรบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือ จะเลือกเงินหรือชีวิต? เล่มนี้ว่า คุณวิคกี้เป็นอาสาสมัครของมูลนิธิ New Road Map ซึ่งเป็นมูลนิธิที่พยายามจะศึกษาชีวิตของคนที่อยู่กับธรรมชาติและพึ่งพาวัตถุภายนอกน้อยที่สุด เป็นกลุ่มคนที่มองหาด้านในของชีวิตซึ่งวัตถุมากมายหให้คำตอบไม่ได้ โดยนอกจากจะศึกษาแล้วยังได้นำเอาวิธีการปฏิบัติที่ตรงกันข้ามกับวิถีของอเมริกันชนส่วนใหญ่มาใช้ด้วย เช่น ให้ทุกคนเอาเงินมาลงขันกันเพื่อทำอาหารกินเอง ถูบ้านเอง ซักผ้าด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องล้างจาน ปลูกผักกินเอง และยังมีกิจกรรมประชุมสัมมนาสร้างบทเรียนต่างๆ ทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยมีประเด็นหลักคือทำอย่างไรจึงจะวิเคราะห์คุณค่าของเงินกับคุณค่าของชีวิตอย่างถูกต้อง ทำอย่างไรจึงจะจัดการให้ชีวิตเป็นชีวิตที่มีความหมายและมีคุณค่า โดยมองเงินเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้แต่ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต ด้วยวิธีคิดนี้หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือขายดีในอเมริกาหลายเดือนทีเดียว

 

                นอกจากนี้คุณเตือนใจได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า เธอเลือกแล้วที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการ นั่นคือการได้เข้าไปอยู่กับพี่น้องชาวเขา แม้เธอจะเป็นคนกรุงเทพฯ เพราะที่นั่นเป็นสังคมที่อุดมคติเธอชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นการอยู่แบบเคารพธรรมชาติ เจ้าป่าเจ้าเขาหรือเทพารักษ์ต่างๆ เพราะรู้สำนึกว่าสรรพสิ่งต้องอิงอาศัยกันไปอีกนานชั่วลูกชั่วหลาน จึงไม่ใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งวิธีคิดนี้ตรงกันข้ามกับสังคมอุตสาหกรรมที่ต้องมีการสะสม เพื่อเปลี่ยนการสะสมนั้นมาเป็นเงินหรือเป็นหุ้น และก็กลายเป็นเป้าหมายของชีวิตและสังคมในที่สุด ดังจะเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก “งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข”

 

                คุณเตือนใจได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร และการหันมาหลงเงินของคนเมืองว่าเป็นเพราะมีสิ่งขาดไป ๒ เรื่องคือ ขาดธรรรมะเรื่องหนึ่ง และมีชีวิตห่างไกลธรรมชาติเกินไปอีกเรื่องหนึ่ง หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร เคยพูดไว้ว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” ชาวเขาจึงเป็นตัวอย่างของสังคมที่พึ่งตัวเองได้ทั้งหมด และก็มีความสมัครสามัคคี มีความเข้าใจในหลักธรรมะ โดยจะเห็นได้จากการที่ลูกหลานทำโลงศพไว้ในบ้านที่มีคนแก่อายุมากแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อตายจะมีโลงศพให้ใช้ ซึ่งถือเป็นการเจริญมรณานุสติอยู่เสมอ แต่พอเราห่างจากธรรมะและธรรมชาติ เราก็ไม่ได้คิดถึงหลักของความไม่เที่ยง แต่ไปยึดเอาอำนาจ เงิน ชื่อเสียง เกียรติยศมาเป็นหลักแทน  เราเลยต้องกลับมาถามว่าจะเอาเงินหรือจะเอาชีวิต แต่เราไม่ได้เลือกเอานิพพาน

 

                ด้านคุณสมพลกล่าวว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้คิดถึงข้อเขียนของพระไพศาล วิสาโล ที่ว่า “เงินเป็นทาสที่ดี แต่เป็นนายที่เลว” นั่นคือเงินมันจะมีผลกระทบอย่างไรนั้น มันขึ้นอยู่กับเงินหรือขึ้นอยู่กับเรา เราใช้เงินหรือเงินใช้เรา บางคนก็อาจจะสุดโต่งไปอีกทางหนึ่งโดยเห็นว่าเงินนั้นน่าเกลียด เงินเป็นความชั่วร้ายไปหมด นี่ก็ถือว่าไม่รู้เท่าทันเรื่องเงิน อีกแบบหนึ่งและทำให้จัดการมันไม่ได้ วิธีหนึ่งในการวิ่งหนีเงินคือพอมีเงินก็ต้องรีบใช้เพราะกลัวมีเงินมากแล้วเป็นบาป อีกขั้วหนึ่งคือใช้เงินสำแดงศักยภาพของตัวเอง เช่น นาฬิกาก็ต้อง Rolex ถ้าปากกาก็ต้องมองบลังค์ ต้องมี Home Theater ต้องมี PC ล่าสุด ซึ่งคุณณัฐฬสก็ได้กล่าวเสริมว่าตรงกับที่เดวิด ลอย นักวิเคราะห์ทางพุทธบอกว่าคนเราจะมีปมหลายๆ ปม แต่ปมหนึ่งที่มีปัญหามากคือปมที่รู้สึกว่าชีวิตมันว่าง มันไม่มีตัวตน ความกลัวนี้จึงทำให้คนจับจ่าย ขอให้ได้ซื้อได้เป็นเจ้าของ ซึ่งไม่เกี่ยวกับความจำเป็น มันก็ทำให้รู้สึกชีวิตมันมีชีวิตขึ้นมา ไม่ว่างขนเกินไป

 

                “เรามองเงินอย่างไร เราก็มองตัวเองอย่างนั้น” นี่เป็นอีกประเด็นที่คุณสมพลได้ขยายความต่อไปว่า ตราบใดที่เรามีความเป็นตัวของตัวเอง ตราบใดที่เรามีความเอิ่มเอมในใจของตัวเราเอง เราจะรู้เลยว่าเงินมีอิทธพลตต่อตัวเราน้อย แต่ถ้าเราไม่พอ รู้สึกโหยกระหายความสะดวกสบาย หน้าตา ชื่อเสียง เงินก็จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะต้องใช้เงินมากมายทีเดียวในการที่จะหาสิ่งเหล่านี้มา แต่มันอาจจะมีวิธีที่เราสามาถหาเงินไปสงบไป นั่นคือทำงานไปแล้วไม่เกิดความทุกข์ร้อน และยังทำประโยชน์ให้กับคนรอบข้างได้อีก ในขณะที่ยังทำงานได้รับเงินเดือนอยู่ คุณสมพลได้ยกเอาประสบการณ์การทำงานของตนเองในฐานะผู้บริหารกับลูกน้อง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดและรู้สึกมีปมด้อยขึ้นมาอธิบายว่า บางทีการที่เราได้ทำบุญซึ่งไม่ใช่ไปบริจาคเงิน แต่เป็นการที่เราอยู่ตรงนั้นมีความชื่นชม และสร้างเสริมให้เขามีความภาคภูมิใจในงานที่เขาทำ ให้เขารู้สึกว่ามันมีคุณค่ามันมีความหมาย โดยหาโอกาสมานั่งพูดคุยกัน รับฟังซึ่งกันและกัน และเห็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น มันก็จะสามารถทำให้เราหาความสุขในระหว่างการทำงานได้ เพราะถ้าเราเข้าใจชีวิตมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะเข้าใจเรื่องการเงินมากเท่านั้น หรือถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของเงินและการใช้เงินมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะเข้าใจชีวิตของตัวเรามากขึ้นไปพร้อมๆ กัน

 

                ส่วนป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ เธอฟันธงเลยว่า “ป้าเลือกเงินแน่นอน” ทั้งนี้เพราะเธอมีเหตุผลว่า เธอมีมารดาและเหล่าบริวารรวมแล้ว ๑๒ ชีวิต ที่เธอต้องหาเลี้ยง เงินจึงจำเป็นสำหรับเธอมาก เพราะหากมารดาไม่สบายนั่นหมายถึงเธอต้องมีเงินมากพอที่จะรักษาบุคคลเดียวที่เธอรักมากที่สุดในชีวิตอย่างดีที่สุด แต่วิถีชีวิตการทำงานเธอเลือกแล้วที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นคง โดยไม่หลงใหลไปกับแสงสีหรือสิ่งยั่วยวนต่างๆ ในวงการบันเทิง เธอพูดอย่างตรงไปตรงมาและแน่วแน่จริงจังว่า เธอขอทำงานละครเพื่อแลกกับเงินเท่านั้น แต่ถ้าจะให้มีวิถีชีวิตแบบคนบันเทิงทั่วไปเธอไม่ทำ เธอจึงเป็นของแปลกในวงการเพราะเลือกทานข้าวกล้อง เต้าหู้ยี้ ผักใบเขียวต่างๆ ถั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และประหยัดด้วย เธอดำรงชีวิตอย่างมีสติอยู่ตลอดเวลา และถ้ามีโอกาสก็จะพูดสอนเด็กรุ่นน้องให้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วย เธอมักจะบอกกับตัวเองเสมอถึงความไม่แน่นอนในอาชีพการเป็นนักแสดง วันนี้อาจจะมีงานเข้ามามากมาย เงินได้มาง่ายๆ แต่วันหน้าถ้าไม่มีใครจ้าง แล้วเธอจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทของเธอ

 

                คุณอัจฉราพรรณยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดมี ๓ อย่างด้วยกันคือ หนึ่งการรักษาสุขภาพ เธอจึงเล่นโยคะทุกวัน สอง การยกระดับจิตใจ เธอจึงตั้งเป้าไว้เลยว่าภายใน ๑ ปี จะต้องไปปฏิบัติธรรมประมาณ ๑๒ - ๑๕ วัน สาม การยกระดับจิตวิญญาณ นั่นคือเธอจะทำกิจกรรมที่เธอชอบเกี่ยวกับเด็กและคนชรา โดยการบริจาคเงินเป็นกองทุนการศึกษาหรือจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้สูงอายุ ซึ่งเธอเคยทำมาแล้ว ๒ ครั้งด้วยกัน คือ กิจกรรม “พาปู่ย่าตายายไปไหว้พระ” และ ”พาปู่ย่าตายายไปทะเล” กิจกรรมเหล่านี้เธอบรรยายความรู้สึกว่าเป็นงานที่ไม่ได้เงิน แต่ได้ความอิ่มอกอิ่มใจ ทำไปแล้วมีความสุขเพราะสามารถเติมเต็มสิ่งที่เธอหาไม่ได้จากวงการบันเทิง

 

                ส่วนคุณดิสทัตนั้นด้วยเหตุผลที่ว่ามีพื้นฐานทางครอบครัวที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ดังนั้นการตัดสินใจที่จะเลือกวิถีชีวิตในแบบที่ตนต้องการจึงไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคมากนัก คุณดิสทัตเคยเป็นอาจารย์สอนคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ แล้วก็เคยเป็นหัวหน้าข่าวสายรัฐสภาของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หลังจากนั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของมูลนิธิสุขภาพไทย จนกระทั่งมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์เกษตรธรรมชาติในปัจจุบัน แต่อนาคตคุณดิสทัตหวังจะมีที่ดินทำการเกษตรของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่เป็นเกษตรกรที่มีเงินเดือนเหมือนตอนนี้ สำหรับเรืองเงิน คุณดิสทัตให้ความสำคัญน้อยมาก เพราะมุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายของชีวิตมากกว่า แนวทางการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาคือทำอย่างไรให้พึ่งตนเองมากที่สุด เพราะการพึ่งวัตถุภายนอกน้อยก็มีผลให้ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลงไปด้วย คุณดิสทัตได้ยกตัวอย่างการใช้ถุงก๊อบแก๊บ ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีผลกระตุ้นการบริโภคไม่แพ้บัตรเครดิต คุณดิสทัตกล่าวว่าถ้าเราตั้งโจทย์ว่าจะไม่เอาถุง เราจะลดการซื้อไปได้มหาศาล เพราะถ้าของที่จำเป็นจริงเราต้องตั้งใจพกถุงติดตัวไปไม่ว่าจะในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือในตลาดสดก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราอยากซื้อขึ้นมาแล้วไม่ได้เตรียมตัวไป แสดงว่าของนั่นไม่จำเป็น

 

                อีกประเด็นหนึ่งที่คุณดิสทัตได้กล่าวทิ้งท้ายไว้คือการสร้างเครือข่าย เพราะถ้าเราคิดจะเลือกชีวิตแล้วลดการใช้เงินลง เราก็ต้องพึ่งพากันเองมากขึ้น และคิดว่าเมืองไทยก็ยังมีค่อนข้างน้อย การทำระบบสมาชิกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยใช้วิธีลงขันปลูกข้าวปลูกผักกินเองเหมือนที่ศูนย์ฯ ของตนทำอยู่ นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้จะปรับใช้อย่างไรกับระดับชาวบ้าน เพราะแท้จริงแล้วพวกเขามีข้อได้เปรียบหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานทางการเกษตร ซึ่งสามารถพึ่งพาตนเองได้อยู่แล้ว หรือวัฒนธรรมความเป็นชุมชนซึ่งคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ก็ไม่สามารถเป็นอิสระทางเงินได้ เนื่องจากมีหนี้สินอยู่ในวังวนของกลไกการตลาด และรัฐก็ได้เข้ามาครอบงำทำลายความเข้มแข็งของชุมชน จนเดี๋ยวนี้ความรู้สึกมั่นใจของชุมชนจะแก้ปัญหาของตนตัวเองได้มันลดน้อยลงไป แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะรื้อฟื้นความมั่นใจนั้นขึ้นมาใหม่ โดยการทำให้ชาวบ้านรู้จักตนเองในแง่ของเศรษฐกิจ คือเงินเข้าออกชุมชนเป็นอย่างไร เช่นตั้งแต่การซื้ออุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งบางคนก็ตกใจที่จะได้รู้ว่าซื้อขนมให้ลูกกินเป็นแสน ก็จะได้เห็นตัวเลข และนี่ก็เป็นวิถีการหนึ่งที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว

 

หมายเหตุ : หากท่านใดสนใจเอกสารถอดเทปเสวนา กรุณาส่งแสตมป์ ๓ บาท จำนวน ๑

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [บทความจร] [คมความคิด] [ขอเชิญร่วมทำบุญกับโครงการ “มอบหนังสือดีสู่ห้องสมุด”]
จำนวนผู้เข้าชม 003165