บทความจร

ณัฐกา สงวนวงษ์

 

ข้าว เชื้อพันธุ์แผ่นดิน

 

หลายวันมาแล้ว ได้ไปงาน “ข้าว : เชื้อพันธุ์แผ่นดิน” มาค่ะ เขาจัดที่ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ จำลองบรรยากาศท้องทุ่ง และยังนำผลิตภัณฑ์จากข้าวชนิดต่างๆ มาให้ชิมและรู้จักกันด้วย

 

                ดี ที่ได้รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว จากที่ไม่เคยรู้ ทั้งที่เรากินข้าวอยู่ทุกวันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้าวเมืองไทยมีอยู่ตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนพันธุ์ให้เราลองนึกชื่อข้าวมาสัก ๑๐ พันธุ์ ก็ยังนึกไม่ออกเลยใช่ไหม เพิ่งรู้ค่ะว่า ข้าวที่นำมาทำขนมจีนได้อร่อยที่สุดคือ “ข้าวเจ้าแดง” เพราะจะได้เส้นที่เหนียวนุ่ม แต่ถ้าจะทำสาโทให้ได้รสชาติต้องใช้ “ข้าวขี้ตมใหญ่” ส่วนข้าวที่ชื่อว่า “อีหนอนน้อย” เขาจะนำมาทำข้าวเกรียบว่าวกัน ข้าวชื่อแปลกๆ แบบนี้ไม่ค่อยเคยได้ยินใช่ไหมล่ะ แต่บอกอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปหาขนมจีนที่ทำจากข้าวเจ้าแดงแถวตลาดใกล้บ้านหรอกนะคะ มันคงจะหายาก ก็พันธุ์ข้าวพื้นบ้านหายไปจากหมู่บ้านตั้งเยอะแล้ว เดี๋ยวนี้ปลูกกันแต่พันธุ์ที่ผสมขึ้นใหม่จากห้องทดลอง

 

                จริงๆ แล้วข้าวพันธุ์พื้นบ้านเรานั่นน่าทึ่งมากนะคะ นอกจากมีหลายชนิดจนนับไม่ถ้วนแล้ว เขาคุยกันว่า ข้าวบางชนิดมีฤทธิ์ในการคุมวัชพืชและแมลงในตัวของมันเอง ซึ่งจะเป็นข้าวที่ไม่ให้ผลผลิตมาก อย่างข้าวขี้ตมใหญ่ที่ไว้ทำสาโทรสชาติดีนี่ก็ใช่ ชาวบ้านเขาจะปลูกไว้นิดหน่อยไว้ล่อหนอนและแมลง จะได้ไม่รบกวนข้าวแปลงอื่น

 

                ส่วนใหญ่ข้าวพันธุ์พื้นบ้านจะสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติ พึ่งตนเองได้แทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเลย ต่างจากพันธุ์ข้าวใหม่ๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตรฯ ที่มักจะมาพร้อมกับถุงปุ๋ย กระป๋องยา และต้นทุนราคาสูง ตอนปีแรกๆ ก็ยังกินอร่อยอยู่พอสักปีสองปีก็จะกลายพันธุ์ เป็นข้าวแข็งๆ กินไม่อร่อย

 

                ก็เพราะว่าเป็นข้าวที่มาจากห้องทดลองไงคะ ไม่ได้เกิดและปรับตัวตามธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ ทีนี้ถ้าใครอยากจะปลูกข้าวพันธุ์นั้นต่อ ก็ต้องไปเสียเงินซื้อพันธุ์ข้าวใหม่ จะนำข้าวที่ปลูกได้มาเป็นเชื้อพันธุ์ก็ไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ชาวนาเป็นหนี้ท่วมตัวได้ยังไง ก็ต้องซื้อทั้งพันธ์ข้าว ทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง แถมเดี๋ยวนี้ยังต้องทำงานหนักกว่าเดิม ปลูกข้าวตั้งปีละ ๓ ครั้ง แต่ที่สุดแล้วหลายคนก็ต้องทิ้งบ้านหิ้วกระเป๋าเข้ามาหาเงินในเมืองอยู่ดี นี่ยังไม่นับรวมการรุกคืบของบริษัทค้าขายทางการเกษตร ที่เริ่มหาช่องทางธุรกิจจากการขายและผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวบางชนิดอีกนะคะ

 

                คุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เล่าว่า พันธุ์ข้าวเริ่มสูญหายไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อราวร้อยกว่าปีมาแล้ว ช่วงนั้นประเทศไทยเราก็ส่งออกข้าวจำนวนมาก แต่เนื่องจากข้าวบ้านเรามีหลากหลายพันธุ์ สงขายปนๆ กันไป เลยไม่ได้ราคา ขายได้ถูกกว่าประเทศอื่น ทางรัฐบาลก็เลยจัดการประกวดคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดขึ้นมา พันธุ์ไหนชนะก็ส่งเสริมให้ปลูกเพื่อการส่งออก ตั้งแต่ช่วงนั้นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านก็หายไปเยอะแล้ว ในตอนหลังที่มีการปฏิวัติเขียว ก็ยังมีการผสมพันธุ์ข้าวใหม่ๆ นำมาให้ชาวนาปลูกแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

 

                ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวนาเลิกปลูกข้าวท้องถิ่น หันมาปลูกแต่พันธุ์ส่งเสริมที่ขายได้ราคาดีกว่า ไม่เพียงแต่พันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เคยมีเป็นหมื่นเป็นแสนพันธุ์จะหายไป แต่วิธีคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาวบ้านที่เชื่อมโยงกับการปลูกข้าว หรือการบูชาแม่โพสพก็หายไปด้วย

 

                แต่ทุกวันนี้ก็มีชาวนาหลายคนที่ได้เกิดการเรียนรู้ เริ่มกลับมาปลูกพันธุ์ข้าวท้องถิ่นอย่างเดิม แม้จะไม่หลากหลายเท่าเดิม ทำให้พอมีหลงเหลือพันธุ์พื้นบ้านปลูกอยู่บ้างค่ะ หลายๆ หมู่บ้านที่แม้จะปลูกพันธุ์ส่งเสริมไว้ขาย แต่จะปลูกพันธุ์ข้าวพื้นบ้านของตัวเองไว้กินด้วย ไม่ได้ปลูกขายทั้งหมด และไม่ได้กินพันธุ์ที่ขายด้วย เขาบอกว่าพันธุ์ข้าวพื้นบ้านส่วนใหญ่จะอร่อยกว่า เนื้อแน่น อิ่มนานกว่า

 

                บางหมู่บ้านมีเรื่องเล่าถึงการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพันธุ์หนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ เขาเล่าถึงหมู่บ้านหนึ่งที่ทุกคนเลิกปลูกข้าวพันธุ์เก่ากันหมดแล้ว แต่แม่บ้านของบ้านหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินข้าวชนิดนี้มาก และจะไม่กินข้าวอื่นเลย ด้วยความที่พ่อบ้านต้องการเอาใจแม่บ้านของตนก็เลยปลูกข้าวพันธุ์เก่าไว้แปลงหนึ่ง เพื่อให้แม่บ้านได้กินทำให้ข้าวพันธุ์นี้จึงยังหลงเหลือเชื้อพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ก็น่าชื่นชมความซื่อสัตย์ในรสนิยมการกินของแม่บ้าน และน่าขอบคุณความเอาใจใส่ของพ่อบ้านด้วย จึงทำให้ยังรักษาพันธ์ข้าวอีกพันธุ์หนึ่งไว้ได้

 

                จริงๆ ก็ยังมีอีกหลายหมู่บ้านที่อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้ได้เพราะยังมีคนที่ติดใจรสชาติของข้าวอยู่ โดยเฉพาะคนแก่ๆ จะปลูกไว้แต่ข้าวแบบที่ตนเองเคยกินและกินอร่อย ใครจะว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่สนใจ น่าอิจฉาคนปลูกข้าวก็ตรงนี้ที่มีโอกาสได้เลือกปลูกและกินข้าวแบบที่ตัวเองชอบ ทำให้นึกอยากปลูกข้าวที่เราชอบไว้กินเองบ้าง

 

                มีคนพูดถึงคำของท่านพุทธทาส เมื่อตอนที่มีคนถามท่านว่า “อะไรดีที่สุดท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่อะไรดีสำหรับอะไร” เหมือนกับพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ตั้งแต่มีการคิดประกวดคัดเลือกพันธุ์ข้าวว่าพันธุ์ไหนดีที่สุดก็เป็นการคิดที่ผิดแล้ว เพราะการมีข้าวที่หลากหลายก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่แตกต่างกัน เขาพูดกันไปถึงจิตวิญญาณของต้นข้าวว่า ข้าวเป็นหมื่นเป็นแสนชนิดต่างเกิดมาโดยมีจิตวิญญาณ มีภาระหน้าที่ของตนเอง

 

                ตัวแทนชาวนาท่านหนึ่ง คือ พ่อบุปผา สารรัต จากจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นนักอนุรักษ์พันธุ์ข้าวตัวยง ที่บ้านพ่อบุปผาปลูกข้าวอยู่ปีละ ๓๐ พันธุ์ แกตั้งใจว่าจะพยายามรวบรวมข้าวพันธุ์ต่างๆ ปลูกไว้ให้ได้มากที่สุด และจะต้องพูดภาษาข้าวให้ได้ด้วย

 

                พูดภาษาข้าวได้ หมายความว่าจะต้องรู้จักและเข้าใจว่าข้าวแต่ละพันธุ์เป็นอย่างไร จะปลูกยังไง จะโตอย่างไร ใช้ประโยชน์อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด ปลูกข้าวไปก็จะต้องเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข้าวไปด้วย เหมือนกับที่นักวิจัยทำ พ่อบุปผาบอกว่าตนเองเป็นชาวนา สามารถทำเรื่องวิจัยพันธุ์ข้าวได้ดีกว่านักวิจัย เพราะชาวนาน่าจะเป็นผู้ที่รู้จักข้าวดีที่สุด จุดแข็งของชาวนาก็คือการรู้จักต้นข้าว แต่ต้องเป็นชาวนาที่มีจิตวิญญาณของชาวนา สามารถปลูกข้าวให้ได้อะไรมากกว่าผลผลิต

 

                สิ่งที่พ่อบุปผากำลังทำทุกวันนื้คือพยายามกลับมาเรียนรู้เรื่องข้าวที่หายไปหลายสิบปี และพยายามจะรักษาพันธุ์ข้าวไว้ให้แผ่นดิน แต่ทำแล้วมีเสียงหัวเราะเยาะอยู่รอบตัว ใครๆ ก็บอกว่า ปลูกไว้เยอะๆ แล้วใครจะมาซื้อ นี่ก็เลยเป็นอีกเรื่องที่ต้องมีพูดคุยกัน คือนอกจากชาวนาจะต้องกลับมาเรียนรู้และอนุรักษ์พันธุ์ข้าวแล้ว ก็ต้องให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องตรงนี้ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นปลูกไปก็ไม่มีใครกินอย่างว่า

 

                ฟังใครๆ เขาพูดกันแล้วก็เกิดความรู้สึกใหม่กับข้าวที่เรากินอยู่ทุกวัน ข้าวนี่ก็มีชีวิตของมันที่น่าเรียนรู้ อยากจะลองเลือกสรรข้าวที่เรากินมากขึ้น ไม่อยากกินข้าวที่มาจากความเจ็บปวดของคนปลูกข้าว …ต่อแต่นี้ไปฉันจะกินข้าวตำพันธุ์ท้องถิ่นและถ้ามีโอกาสก็จะปลูกข้าวบนที่ดินของตัวเองบ้าง จะทำจริงๆ เลยค่ะ…คอยดู

[เปิดประเด็น] [เล่าสู่กันฟัง] [ฝากคำ] [มุมหนังสือ] [บทความจร] [คมความคิด] [ขอเชิญร่วมทำบุญกับโครงการ “มอบหนังสือดีสู่ห้องสมุด”]
จำนวนผู้เข้าชม 001317